สิทธิมนุษยชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน


จากหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน” นั้น สร้างความปวดหัวให้กับผู้เขียนในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะผู้เขียนมองว่าหัวข้อดังกล่าวนั้น เป็นหัวข้อที่ “ยังคงสามารถถกเถียงกันได้” (Debatable) มากๆ ในหลายๆ แง่ ดังนี้ (1) สิทธิมนุษยชน ในความหมายของผู้ใด? เพราะคำว่าสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างจะหลากหลายมาก (แม้จะไม่ถึงกับ “แกว่ง” มากนัก), (2) ระบอบประชาธิปไตยไทย คืออะไร? มันคือระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือประชาธิปไตยแบบสากลโลกที่สถาปนาในประเทศไทย? และ (3) “ปัจจุบัน” ในหัวข้อนั้น คืออะไร เช่นไร…ในระยะ 10 ปีมานี้ ในระยะ 5 ปีมานี้ กระนั้นหรือ หรือนับจาก พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาก็ถือว่าเป็นปัจจุบัน (ร่วมสมัย) แล้ว? นับจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งกระนั้นหรือ เช่น 14 ตุลาคม 2516 หรือใช้ผู้นำประเทศคนใดคนหนึ่งเป็นเกณฑ์ เช่น ปัจจุบันนั้นนับจากยุคการขึ้นมามีอำนาจในทางนิตินัยของทักษิณ ชินวัตร, ชวน หลีกภัย หรือสมชาย วงศ์สวัสดิ์กระนั้นฤา?

เพื่อตอบคำถามดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้พยายามกำหนดเกณฑ์ขึ้นมา ด้วยเหตุผลแวดล้อมที่ผู้เขียนมองว่าสมเหตุสมผล ซึ่งอาจจะถกเถียงกันต่อไปได้ คือ (1) สิทธิมนุษยชนนั้น ผู้เขียนมองว่า หลักการที่พึงยึดว่าเป็นหลักสากล และยอมรับได้มากที่สุดพึงเป็นหลักการตาม “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งชาติสมาชิกทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยก็ต้องยอมรับในหลักการดังกล่าวนี้ด้วย, (2) ระบอบประชาธิปไตยไทย ที่ “น่าจะถูกนำมาใช้ตามหัวข้อนี้” ก็สมควรเป็นระบอบประชาธิปไตยตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปีพุทธศักราช 2550 หรือที่รู้จักกันว่า “ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบที่มีเฉพาะแต่เพียงประเทศไทย (และผู้เขียนเอง ก็ไม่แน่ใจนักว่าตัวผู้เขียนจะเรียกได้ว่าเข้าใจคำๆ นี้ได้หรือไม่), (3) จุดที่ผู้เขียนจะเริ่มใช้เป็นเกณฑ์ของ “ปัจจุบัน” นั้น ผู้เขียนขอนับจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการเปิดตัวกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” เพราะผู้เขียนมองว่าการกำเนิดขึ้นของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มดังกล่าว เป็นชนวนเหตุที่ชัดเจน ของความ “พัวพัน ยุ่งเหยิง” ของเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับระบอบประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนไทย ณ ปลายเวลานี้ (30 ตุลาคม 2551)

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว จะสามารถพบคำถามได้มากมายในประเด็นเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กระนั้นการอธิบายความในลักษณะดังกล่าวอาจจะมีปัญหาบ้าง และเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาได้ว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เกิดขึ้นมาก่อนการใช้คำว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิใช่หรือ?” (คือ ในประกาศยึดการปกครองฉบับแรก ของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข – คปค. – ในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ) ซึ่งหากเรามองประเด็นนี้ เพียงแง่ที่ว่า “จุดกำเนิดของการใช้คำ” อยู่ ณ จุดใด เวลาใด ข้อโต้แย้งข้างต้นอาจจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่ผู้เขียนมองว่า การมองเพียงแค่นั้นเป็นความผิดพลาดมากกว่า เพราะแม้แต่ผู้ที่ใช้คำๆ นี้ครั้งแรก ก็ใช้ในลักษณะว่า “ทำการรัฐประหาร เพื่อปกป้อง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นี้ นั่นหมายความว่า “ระบอบการปกครองดังกล่าว ย่อมมีมาก่อนที่จะทำการรัฐประหาร และมีมาก่อน การขึ้นมามีอำนาจของผู้ที่ คปค. ทำการรัฐประหารด้วย” ฉะนั้น อายุของระบอบดังกล่าว โดยนัยยะของผู้ที่ใช้ครั้งแรก อย่าง คปค. แล้ว อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องเคยมีอยู่ก่อนการขึ้นมามีอำนาจของรัฐบาล พตท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งถูก คปค. ยึดอำนาจไป ฉะนั้นผู้เขียนจึง “จำเป็น” ต้องสรุปว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น อย่างน้อยที่สุด “ต้องมีมาก่อนรัฐบาลทักษิณชินวัตร” ซึ่งนั่นจึงหมายความว่า ก่อนการกำเนิดขึ้นของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย เพราะฉะนั้นแล้วจึงไม่เป็นปัญหาในการนำมาใช้แต่อย่างใด

————————–

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับปัญหาทางด้านมนุษยชนในปัจจุบัน

การที่ผู้เขียนขึ้น “หัวข้อ” ใหม่นี้ ไม่ใช่ว่าต้องการจะ “เบี่ยงเบน” ประเด็นหลักแต่อย่างใด แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า “ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยในปัจจุบัน” นั้น จุดเริ่มต้นของปัญหานั้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นั่นเอง

ดังที่ผู้เขียนได้เอ่ยถึงไปแล้วว่า “สถานะ” ของการมีอยู่ ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น อย่างน้อยที่สุดจะต้อง “มีมาก่อนยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” (อย่างน้อยที่สุด ในสายตาของผู้ก่อการรัฐประหาร) เพราะผู้ก่อการรัฐประหารนั้นอ้างว่าทำการรัฐประหารเพื่อปกป้อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จาก “ระบอบทักษิณ,/เผด็จการรัฐสภา/เลือกตั้งธิปไตย/(หรืออะไรก็ตามแต่ที่จะสรรหามาเรียก)” นั่นคือ อย่างน้อยที่สุด ในสายตาของผู้ก่อการรัฐประหารแล้วรัฐบาลทักษิณต้องทำการ “บั่นทอน หรือลดคุณค่า หรือลดความเข้มข้น” ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้ลงไป ฉะนั้นจึงต้องออกมาปกป้อง และเมื่อผู้ก่อการรัฐประหาร “ประสบความสำเร็จในการประหารรัฐ” แล้ว จึงได้ทำการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยการนำ “ระบอบนี้” มาบัญญัติไว้อย่างเป็นทางการในรัฐธรรมนูญ และสร้างระบบ “ป้องกันภัย” มากมาย โดยจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

คาดการณ์ว่าเมื่ออ่านมาถึงจุดนี้แล้วคงเกิดคำถามต่างๆ ไม่น้อยทีเดียว ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคำถามสำคัญ 2 ประการที่จำเป็นต้องเอ่ยถึง เพราะมีความสำคัญอย่างมากกับเนื้อหา คือ (1) ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น น่าจะมีความหมายว่าอย่างไร ต่อคำถามข้อนี้ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นการยากที่จะสร้างคำนิยามที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปได้ เพราะต่างคนล้วนต่างนิยามคำๆ นี้ แต่กระนั้นผู้เขียนก็มองว่าเราอาจมองหานิยามของคำๆ นี้จาก “จุดต่าง (จากระบอบประชาธิปไตยทั่วไป…ที่) ร่วม (กันยอมรับ)” นั่นคือ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง กล่าวคือ สิ่งที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่างจาก “ราชอาณาจักร ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยทั่วไป” นั้นอยู่ที่ความสามารถของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ “พระประมุข” ในระบอบประชาธิปไตย ที่มีอำนาจได้โดยปราศจาก Accountability (สำนึกรับผิดชอบ และความสามารถตรวจสอบได้) อย่างเสมือนว่าชอบธรรมนั่นเอง และประเด็นในส่วนนี้นั้นสำคัญมาก เพราะการเกิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (หรือผู้ก่อการรัฐประหาร) ในฐานะที่เป็น “fundamentalist” ของระบอบการเมืองแบบนี้ ที่ไม่ยอมให้มีการ “ท้าทายทางอำนาจ หรือทางการเมืองใดๆ” ต่อตัวพระประมุข นั้น เกิดเป็นวิกฤติขึ้น เมื่อทำการเข้าชนกับฝ่าย “ประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใหม่” ที่แม้ (อาจจะ) ไม่ได้ต้องการลดทอนอำนาจของพระประมุข แต่ก็เปิดโอกาสให้มีอำนาจทางการเมืองอื่นได้ด้วย (จะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป เพราะจะเป็นเนื้อหาหลักของงานชิ้นนี้) และ (2) การปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยคณะรัฐประหารนั้น มีมาทีหลังการกำเนิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วเหตุใดจึงได้ใช้การเกิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเกณฑ์ แทนที่วันที่ 19 กันยายน 2549 อันเป็นที่ก่อการรัฐประหาร คำตอบต่อคำถามดังกล่าวนั้นไม่ซับซ้อนนัก คือ ดังได้อธิบายแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นมีมาก่อนการกำเนิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพียงแต่ยังไม่มีชื่อเรียกที่ชัดเจน (exist but unnamed) ฉะนั้นการเกิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ผู้เขียนจึงมองว่าเป็นกลุ่ม fundamentalist ที่ “ชัดเจน และมีพลัง” กลุ่มแรกที่เกิดขึ้น และกลุ่ม fundamentalist นี้ก็ได้ทำการ “ปกป้อง” ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างสุดขั้ว (radically) แม้จะยังไม่มีชื่อก็ตาม ข้อพิสูจน์ที่ผมมองว่าชัดเจนก็เช่น กรณีนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 (ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540) นั้น แม้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะไม่ใช่กลุ่มแรกที่เสนอข้อเสนอดังกล่าว (ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย “ไม่ใช่” fundamentalist กลุ่มแรก แต่เป็นกลุ่มแรกที่ “ชัดเจน และมีพลัง”) แต่ข้อเสนอดังกล่าวจะไม่อาจมีพลังได้เลยหากปราศจากการผลักดันโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนั่นเองที่ทำให้วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 กลายเป็นวันที่มีความหมายขึ้นมา ในฐานะ “การกำเนิดขึ้นของผู้ปกป้อง” ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การมีอยู่แบบไม่มีชื่ออย่างเป็นรูปธรรมของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การมีอยู่ของมันในอดีตขาดซึ่ง “การรับรู้โดยสาธารณะ (Public Awareness)” เพราะการมีอยู่ของมันเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของความเคยชินที่ไม่ต้องการการรับรู้อีกต่อไปในสังคมไทย (เสมือนการหายใจที่โดยธรรมดาแล้วจะไม่ได้สนใจว่าหายใจอย่างไรอยู่) และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือไม่มีพลังทางการเมืองใดจะมีทีท่าว่าจะแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้า จนความเคยชินดังกล่าวต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จนกระทั่งการเกิดขึ้นของกลุ่ม ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใหม่ (ต่อไปผู้เขียนขอเรียกแต่สั้นว่าๆ ว่า “พวก Neo”) นำโดยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (และผู้สนับสนุน) ที่ยอมรับการขึ้นครองอำนาจทางการเมืองของผู้อื่นนอกจากประมุขด้วย (ทั้งนี้ไม่ได้สื่อว่าต้องการ “ทำลาย” อำนาจเดิมลง แต่อนุญาตให้มีอำนาจอื่นขึ้นมาได้ด้วยเป็นอย่างน้อยที่สุด) ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรสมัยแรกนั้น ความชัดเจนของ “ระดับความแข็งแกร่ง” อาจจะไม่ถึงกับชัดเจนมากนักสำหรับฝ่าย fundamentalist คือยังอยู่ในระดับที่ “ยอมรับได้อยู่ (acceptable)” เพราะยังเป็นรัฐบาลผสมอย่างที่ “เคยชิน” อยู่ แม้จะเป็นรัฐบาลผสมที่แข็งแกร่งมากแล้วก็ตาม แต่ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรสมัยที่สองนั้น ระดับของการ “ท้าทายอำนาจเก่า” อยู่ในระดับที่ฝ่าย fundamentalist ไม่อาจจะปฏิเสธ และมองข้ามได้อีกต่อไป เมื่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรสมัยที่สองได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งประมาณ 19 ล้านเสียง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ในระดับการท้าทายอำนาจ (เก่า) ที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 เป็นต้นมา) และนั่นทำให้การเกิดขึ้นของ fundamentalist ที่ทรงพลังอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง เพราะนอกจากจะมีส่วนที่ทำให้เกิด “การรับรู้โดยสาธารณะ” ของการมีอยู่ของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แล้ว ยังเป็น “หัวหอก” สำคัญสำหรับผู้สนับสนุนฝ่าย fundamentalist ในการต่อต้านฝ่ายพวก Neo

แต่ปัญหาสำคัญที่เราต้องมาพิจารณาในการ “ชนกัน” ระหว่างกลุ่มสองกลุ่มนี้ก็คือ “เรื่องสิทธิมนุษยชน” เพราะการชนกันดังกล่าวนั้น ก่อให้เกิดผลสะเทือนถึง “ระบบคิดต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน” ในประเทศไทยอย่างมาก สิทธิมนุษยชนนั้น หากเราจะสรุปแต่โดยหลักๆ จากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว ก็จะได้ข้อสรุปว่า “มนุษย์ทุกคน เกิดมาโดยมีความเท่าเทียม เสมอภาคกันในทุกๆ ด้าน มีสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่อย่างเท่าเทียมกันโดยไร้เงื่อนไขใดๆ อยู่ภายใต้มาตราฐานเดียวกัน” และหากเราเจาะจงลงมาที่ประเด็นทางการเมืองแล้วเราจะพบว่าปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 21 เราจะพบว่าปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเองนั้น ก็บัญญัติชัดเจนถึง “สิทธิมนุษยชนในการแสดงเจตจำนงทางการเมือง” ว่า “The will of the people shall be the basis of the authority of government; this will shall be expressed in periodic and genuine elections which shall be by universal and equal suffrage and shall be held by secret vote or by equivalent free voting procedures.” (ข้อ 21 วงเล็บ 3) หรือคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “เจตจำนงของประชาชนจะต้องเป็นมูลฐานแห่งอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกำหนดเวลาและอย่างแท้จริง ซึ่งอาศัยการออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาคและการลงคะแนนลับ หรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอย่างอื่นทำนองเดียวกัน”

จากหลักการดังกล่าวข้างต้น เราจะพบได้ในทันทีว่า การกระทำของกลุ่ม Fundamentalist นั้น เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำลายสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่ม Fundamentalist อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นคือการเรียกร้อง (เชิงบังคับ) ในการ “ไม่อนุญาตให้มีอำนาจอื่นใด ขึ้นมามีบทบาทเหนือกว่าพระประมุข” ได้ แม้อำนาจดังกล่าวจะมาจาก “เจตจำนงของประชาชน” ดังที่บัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็ตาม

ข้อเรียกร้อง (เชิงบังคับ) ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนับตั้งแต่ข้อเรียกร้อง “นายกพระราชทาน” (ที่อำนาจของรัฐบาลไม่ได้มาจาก “เจตจำนงของประชาชนแห่งรัฐ” แต่มาจาก “ประมุขของรัฐ” ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของเจตจำนงของประชาชนแห่งรัฐแม้แต่น้อยแทน) ไปจนกระทั่งถึงการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ทั้งๆ ที่เจตจำนงของประชาชนยังคงอยู่ที่รัฐบาลชุดที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำลังทำการขับไล่อยู่ และหากข้อเรียกร้อง (เชิงบังคับ) ดังกล่าวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชิปไตยสำเร็จ นั่นก็จะหมายความว่า “เสียง” ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มี “ค่า” มากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม และนี่คือความไม่เท่าเทียมกันอย่างร้ายแรงอันอาจจะเกิดขึ้น ต่อเนื่องจากส่วนที่ “เกิดขึ้นไปแล้ว”

ไม่เพียงเท่านั้นกลุ่ม Fundamentalist ที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งอย่างคณะรัฐประหารเอง ก็ได้วางกลไก เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างเหนียวแน่นในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไว้หลายประการ ซึ่งส่งผลอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เช่น การสร้าง สว. ที่มาจาก “การแต่งตั้ง” 74 คน (เลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน รวมเป็น 76 คน) จากจุดนี้เราจะพบว่า สว. จากการแต่งตั้ง มี “เกือบ” ครึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด คือ 74 คนนั้นจะมาจาก “การคัดสรร” ของคณะกรรมการไม่ถึงสิบคน นั่นแปลว่า คนเพียงไม่กี่คนนี้ “ที่มีอำนาจคัดสรร” (และไม่ได้มากจากการเลือกตั้ง อันแสดงถึงเจตจำนงของประชาชน) มีสิทธิเหนือกว่าประชาชนทั่วๆ ไป ซึ่งขัดกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างไร้ข้อกังขา, หรือการให้อำนาจศาลอย่าง “ล้นเหลือ” โดยไม่อิงกับอำนาจประชาชน กล่าวคือ เดิมทีนั้นศาลเป็นสถาบันเดียวในสามสถาบันการเมืองหลัก (นิติบัญญัติ, บริหาร และตุลาการ หรือศาล) ที่ไม่ต้องอิงอำนาจไว้กับประชาชน เพราะรูปแบบการใช้อำนาจของศาลนั้นเป็นแบบ “passive” คือ หากไม่มีการยื่นเรื่องมาก่อน ศาลก็จะไม่สามารถขยับตัวได้ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ให้อำนาจศาลกลายไปเป็นแบบ “active” โดยที่ไม่ต้องอิงอำนาจจากประชาชนต่อไปเช่นเดิม ซึ่งส่งผลให้ศาลมีอำนาจอย่างล้นเหลือโดยปราศจากความต้องรับผิดชอบต่ออำนาจของตน (Power without Accountability) ไม่เพียงเท่านั้น ในระยะหลังมานี้ศาลยังอยู่ในสถานะที่ “ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์” ได้อีกด้วย ซึ่งกลไกการป้องกันระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเหล่านี้ล้วนรุกรานเข้ามาสู่เขตแดนแห่งสิทธิมนุษยชนของปวงชนชาวไทย

แน่นอนว่าหากเราอิงอยู่กับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว ในข้อที่ 20 ของปฏิญญานี้นั้น ก็เปิดโอกาสให้สามารถมีการชุมนุม หรือตั้งกลุ่มองค์กรโดยสันติได้ และนั่นคือสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นด้วย ฉะนั้นเพื่อความยุติธรรมต่อฝ่าย Fundamentalist อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคณะรัฐประหาร (หรือกลุ่มอื่นๆ อีกหากมี) แล้ว เราก็ต้องพร้อมจะยอมรับว่าฝ่าย Fundamentalist เองก็มีสิทธิอย่างเต็มที่ในการชุมนุมโดยสันติ ปราศจากความรุนแรง และในจุดนี้เองผู้เขียนไม่เคยพยายามจะออกความเห็นที่ “ขัดหรือแย้ง” กับหลักเกณฑ์ดังกล่าวใดๆ ทั้งสิ้น แต่เราจะพบว่าภายใต้การชุมนุมอย่างสันติของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ก็ได้ดำเนินข้อเรียกร้องแกมบังคับ (เช่น หากไม่ทำตามข้อเสนอ จะทำเช่นนั้น เช่นนี้) ที่เป็นภัยต่อสิทธิมนุษยชนตลอดเวลา ดังได้ยกตัวอย่างไปแล้ว เช่นการขอนายกพระราชทาน หรือการขับไล่นายกที่มาจากการเลือกตั้ง กระนั้นก็ตามในระยะแรกแม้ “ข้อเรียกร้อง” จะเป็นข้อเรียกร้องแบบที่ทำลายสิทธิมนุษยชนของชาวไทยก็ตาม (ตัดสิน “ความชอบธรรมของรัฐบาลตามใจชอบ โดยไม่อิงอำนาจในการตัดสินความชอบธรรมไว้กับคนส่วนใหญ่ในประเทศ”) แต่อย่างน้อยที่สุดแล้ว ก็ยังคงไม่ก่อความรุนแรง (ในฐานะความรุนแรงอันเกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย ในแง่อื่นๆ ขอไม่กล่าวถึง) ขึ้น จนกระทั่งท้ายที่สุดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่อาจจะปฏิเสธถึง “ความรุนแรง” ได้อีกต่อไป การบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และสถานีวิทยุ และโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) อย่างอุกอาจนั้นทำให้ ความชอบธรรมของสิทธิแห่งการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง และนี่ก็คือการรุกรานสิทธิมนุษยชนของคนหมู่มาก ในประเทศอย่างไม่อาจอภัยให้ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่เป็นต้นมา ในส่วนของ Fundamentalist อีกกลุ่มอย่างคณะผู้ก่อการรัฐประหารนั้น เป็นการกระทำที่ไร้ความชอบธรรมทางสิทธิตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเป็นการเข้ายึดอำนาจในทางปกครองโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งดังที่ปฏิญญาได้กำหนดไว้ และเป็นการประหารรัฐ ยึดอำนาจทางปกครองที่ “เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่” ที่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะเป็นการยึดอำนาจทางปกครองจากรัฐบาลที่มีฐานเสียงสนับสนุน หรือเป็นตัวแทนแห่งเจตจำนงของประชาชนที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่นั่นเอง

——————————-

ผลกระทบต่อระบบคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน

จากที่ผู้เขียนได้เขียนมา เราจะพบว่าเกิดความยุ่งเหยิง อันอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “วิกฤต” ของประเด็นทางสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมากมาย ฝ่ายที่แม้ไม่มีสิทธิแต่แรก ก็อ้างว่าตนมีสิทธิ หรือฝ่ายที่หมดความชอบธรรมในสิทธิของตนไปแล้วก็อ้างสิทธิดังกล่าวต่อไป และที่น่าสลดใจก็คือ มีประชาชนจำนวนมาก (แม้จะไม่ใช่ “ส่วนมาก” ก็ตาม) ที่เห็นด้วยกับตรรกะผิดๆ ทางระบบคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนดังกล่าว และความ “ปั่นป่วน” ในเรื่องสิทธิมนุษยชนดังว่ามานี้เอง ที่ยังผลให้เกิดความ “โกลาหล” ต่อระบบคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชนในวงกว้างต่อไป

ความโกลาหลที่สำคัญที่สุด และจำเป็นจะต้องนำมากล่าวถึงคือ ความต่อเนื่องของการเกิดระบบสองมาตราฐานในวงกว้าง และเปิดเผย คือเรื่องของการมีสองมาตราฐาน (Double Standard) นั้นไม่ได้เพิ่งจะเริ่มมี แต่มีมานานมากแล้ว แต่ที่ผู้เขียนมองว่าน่าสนใจ และเป็นปัญหาก็คือ การที่ความเป็นสองมาตราฐานนี้ “ค่อยๆ” ถูกทำให้เป็นสากล (Universalized) ในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ขบวนการ Fundamentalist อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคณะรัฐประหารก่อตัวขึ้น กล่าวคือ ก่อนหน้านี้โดยมากแล้วการกระทำแบบ “สองมาตราฐาน” นี้มักจะต้องทำกันอย่างแอบๆ หลบๆ ซ่อนๆ เพราะไม่ได้รับการยอมรับโดยสิ้นเชิง “ในเบื้องหน้า” ของสังคม (เบื้องหลังจะเป็นอย่างไรนั้นอีกกรณีหนึ่ง) แต่ว่านับตั้งแต่กลุ่ม Fundamentalist มีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมมากเท่าไหร่ และยิ่งอยู่ในสถานะของการเป็น “หัวหอก” ได้มากเพียงใด การนำพาซึ่งสองมาตราฐาน จากเบื้องหลัง มาสู่เบื้องหน้า ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเงาตามตัว ทั้งนี้เพราะการมีหัวหอกอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นอนุญาตให้ผู้คนแสดงออกซึ่งความเกลียด หรือความไม่ชื่นชอบส่วนตัวในทางสาธารณะได้ง่ายขึ้น ทั้งจากความรู้สึกที่ว่าตนนั้นมีความชอบธรรมที่จะทำ ทั้งจากความรู้สึกว่ามีคนเห็นด้วยคอยสนับสนุนอยู่ ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวก้าวสู่โลกสาธารณะของประเทศไทยได้อย่างเริ่มไม่เขินอาย (กลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า) นักวิชาการเริ่มพร้อมที่จะประณามรัฐบาล โดยไม่ประณามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกทีหนึ่ง) แม้จะเป็นประเด็นความผิดที่คล้ายคลึงกัน, ศาลเริ่มเข้ามามีบทบาท หรือคาบเกี่ยวอำนาจในส่วนที่ไม่ใช่อำนาจของตนอย่างเปิดเผย เช่น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร ในกรณีเรื่องแถลงการณ์เขาพระวิหาร หรือกรณีกำหนดแนวทางในการควบคุมผู้ชุมนุม (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) ที่รัฐสภา ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจโดยแท้ของฝ่ายบริหาร หรือการที่ศาลประกาศผลคำตัดสินที่ชัดเจนถึงการมีสองมาตราฐานอย่างกรณีคำตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร อย่างมิชอบ ในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้จะกล่าวว่า “ห้ามยึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร” แต่อย่างใด แต่การยึดทรัพย์มากถึงกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาทของศาลนั้นต้องผิดพลาดแน่นอน เพราะโทษ หรือข้อหานั้นก็คือ “ทุจริตในขณะดำรงตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง” นั่นแปลว่าทรัพย์ที่จะยึดได้ (อย่างมากที่สุด) ก็คือ ทรัพย์สินหลังดำรงตำแหน่งทางการเมือง หักออกจากทรัพย์สินที่มีอยู่แต่เดิมแล้วก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะมีมูลค่าตามที่แสดงบัญชีทรัพย์สินประมาณสามหมื่นกว่าล้านบาท (นี่ยังไม่ต้องสนใจในประเด็นที่ว่ามูลค่าของหุ้นในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นแบบทั้งกระดานด้วย) เป็นอาทิ

การแพร่กระจายของความโกลาหลในระบบคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นได้ขยายตัวออกมา แม้กระทั่งในกลุ่มอาชีพที่ไม่ใช่สถาบันทางปกครอง หรือการเมืองโดยตรง หรือกลุ่มอาชีพทางวิชาการโดยตรง มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างพนักงานของการบินไทย (กัปตันเครื่องบินโดยสาร) ที่กล้าออกมาแสดงความชัดเจนในเรื่องของสองมาตราฐานอย่างยากจะพบเห็นได้ในอดีต ในการที่ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารบางกลุ่ม (เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโจมตีขับไล่อยู่) ขึ้นเครื่องบินโดยสารลำที่ตนเองบังคับ ทั้งๆ ที่ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวได้ทำการจองบัตรโดยสารโดยถูกต้องตามระเบียบบังคับแล้วก็ตาม หรือกลุ่มแพทย์ (บางคน) ประจำโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย นำโดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ปฏิเสธการให้การรักษาผู้ป่วยบางกลุ่ม ได้แก่ นักการเมืองบางคน (ซึ่งแพทย์กลุ่มดังกล่าว ตัดสินเอาเองว่า “ไม่ดี”) และข้าราชการตำรวจ โดยอ้างว่า เป็นสิทธิของพวกตนในการที่จะกระทำ เราจะพบว่านี่คือ ความโกลาหลที่เกิดขึ้นต่อระบบคิดเรื่องสิทธิในสังคมไทย โดยเฉพาะกรณีของแพทย์นั้น หากเราตัดประเด็นเรื่อง “จรรณยาบรรณแพทย์” ออกไปโดยไม่เอ่ยถึงเลย ว่ากันด้วยเรื่องสิทธิล้วนๆ ก็ต้องกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ผิดอยู่ดี เพราะแพทย์ที่ออกมากล่าวเช่นนั้นนั้น เป็น “ข้าราชการประจำโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย อันมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมกัน” แพทย์จะมีสิทธิ ใช้เงื่อนไขว่า “เป็นสิทธิของตน” ได้ก็เฉพาะในคลินิกที่ตนเป็นเจ้าของโดยเอกชน หรือภายใต้โรงพยาบาลเอกชน ที่ไม่ขัดกับสัญญาจ้างของนายจ้างเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว หากกล่าวว่า “ในฐานะข้าราชการ” มีสิทธิที่จะกระทำการดังกล่าวมา ข้าราชการตำรวจเอง ก็อาจจะออกมาประกาศว่า “ตนไม่รับแจ้งความคดีของแพทย์กลุ่มดังกล่าว” ได้เช่นกัน (ซึ่งยังดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น)

ฉะนั้นแล้ว โดยสรุปก็คือพรมแดนของระบบคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนกำลังถูกทำให้เลือนลางลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และระบบสองมาตราฐานก็กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างสูงมาก และความเป็นสองมาตราฐานนี้นี่เอง ที่หากก้าวไปสู่จุดใหญ่ที่สุดอันอาจจะเกิดขึ้นแล้ว จะเป็นการทำลายสิทธิมนุษยชนตามที่บัญญัติไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง นั่นคือ สองมาตราฐานในคุณค่าของความเป็นคน สองมาตราฐานในคุณค่าของความคิด และการตัดสินใจ ที่ต่อไปไม่ว่าคนส่วนใหญ่จะคิด จะตัดสินใจเลือกรัฐบาลที่ตนคิดว่าดีมาอย่างไรก็ตาม หากไม่ตรงใจกับคนกลุ่มน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว รัฐบาลที่สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ก็เป็นอันต้องถูกทิ้งไป และนั่นจะเป็นการกดให้คนส่วนใหญ่อยู่ในมาตราฐานที่ต่ำกว่า อยู่ภายใต้สิทธิมนุษยชนคนละฐานะกับผู้สนับสนุนกลุ่ม Fundamentalist ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

และหากเราดูกันอย่างถึงที่สุด และทั่วถึง โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นเฉพาะช่วงเวลานี้เท่านั้นแล้ว (คือมองอย่าง Periodic) เราจะพบข้อสรุปดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้วแต่ตอนต้นว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิทธิมนุษยชนของไทยทั้งมวล เพราะไม่เพียงแต่ว่ามันจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ดังได้เขียนมาแล้วเท่านั้น แต่ตัวระบอบดังกล่าวเอง ยังเป็น “ตัวทำลายสิทธิมนุษยชนโดยตัวมันเอง” ด้วย ระบอบที่ให้อำนาจประมุข โดยสวมหน้ากากที่เรียกว่าประชาธิปไตย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ในท้ายที่สุดว่าเป็นการสร้างระบบสองมาตราฐานขึ้นระหว่างประมุขของระบอบ ที่มีอำนาจได้ โดยปราศจากการอิงอำนาจจากประชาชน หรือความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้ในอำนาจนั้น กับประชาชน หรือแม้แต่สถาบันทางการเมืองจากเจตจำนงของประชาชนที่ถูก “กด” ให้อยู่ใต้มาตราฐานที่ต่ำกว่าตลอดเวลา ย่อมผิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนอกจากจะให้อำนาจดังกล่าวมาแล้ว ยังไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงประมุขในทางที่ลบได้แม้แต่น้อยด้วย จนน่าสงสัยว่าประเทศไทยเคยยอมรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนจริงๆ หรือไม่ เพราะสิทธิมนุษยชนของไทยนั้นอยู่ภายใต้วิกฤตมาโดยตลอด (always at stake)

Comments
One Response to “สิทธิมนุษยชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน”
ติดตาม
Check out what others are saying...
  1. [...] สิทธิมนุษยชน ภายใต้ระบอบประชาธิปไต… June 2009 Categories: Uncategorized LikeBe the first to like this post. ความเห็น (0) ติดตาม (0) ใส่ความเห็น Trackback [...]



Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.