เพลง “รักแท้ ยังไง” กับการกำหนดมายาภาพจากสังคม สู่สมาชิกในสังคม


ผมเพิ่งมีโอกาสได้รู้จักกับเพลง “รักแท้ ยังไง” ที่ขับร้องโดย น้ำชา (ชีรณัฐ ยูสานนท์) เมื่อเร็วๆ นี้ เพราะน้องชายเปิดให้ฟัง ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ฟังแต่ผ่านๆ แต่พอรู้สึกตัวอีกที ก็ถึงกับสะดุ้งฉงน และต้องขอให้น้องชายเปิดให้ฟังอีกรอบ พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า “เออ คนแต่งเพลงแม่งเก่งเว้ย”

เพลง “รักแท้ ยังไง” นี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ที่ดีมากๆ ของ “การกำหนดมายาภาพ (Mind-Setting)” ต่างๆ ที่ปัจเจกในสังคมถูก “ฝังหัวโดยตัวสังคมเอง” (และในขณะเดียวกัน “แต่ละปัจเจก ก็เป็นผู้ร่วมกระบวนการผลิตซ้ำมายาภาพดังกล่าวให้ฝังหัวอย่างวนเวียนเป็นวงกลมต่อไปด้วย ซึ่งเดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไป) ทำให้เกิดรูปแบบ (Pattern) ในการดำเนินชีวิตไปในทางเดียวกัน กล่าวได้ว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของพลังทางสังคม (Social Force) ที่น่าสนใจ แต่กลับถูกพูดถึงไม่มากนักในประเทศไทย นอกจากประเด็นเรื่องพลังทางสังคมในการกำหนดมายาภาพให้กับสังคมแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากบทเพลงนี้ก็คือ กระแสความเป็น “หลังสมัยใหม่ (Post-Modernism)” ในตัวเพลง ซึ่งหากกล่าวอย่างไม่ใจเอนเอียงต่อบทเพลงนี้โดยเฉพาะลงไปจนเกินไป ก็ต้องยอมรับอยู่ว่าเพลงต่างๆ ในระยะหลังๆ มานี้มีลักษณะของความเป็นหลังสมัยใหม่มากขึ้นหลายเพลงทีเดียว (เช่น บทเพลงต่างๆ ของ ติ๊ก ชีโร่) แต่นี่เป็นเพียงอคติส่วนหนึ่งของผมเองกระมังที่อยากยกเอาเพลงนี้มาเป็นกรณีศึกษาเรื่องหลังสมัยใหม่ควบคู่ไปด้วย

000

หลังสมัยใหม่ ในบทเพลง “รักแท้ ยังไง”

“รักแท้รักที่อะไร  ตับไตไส้พุง
หรือรักกางเกงที่นุ่ง  ว่าดูสวยดี
รักที่นามสกุล  รักยี่ห้อรถยนต์
รักเพราะว่าไม่จน  มีสตางค์ให้จ่าย”

เนื้อความข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อความหลักในบทเพลง “รักแท้ ยังไง” ที่หลายๆ ท่านอ่าน (หรือฟัง) ดูแล้วอาจจะคิดว่า “อะไรของแม่งวะ” หรืออาจจะมีท่านๆ หัวอนุรักษ์นิยมบางท่านถึงขนาดคิดไปได้ว่า “ปัญญาอ่อน” เพลงเนื้อหาไม่เป็นสับปะรด หรืออะไรก็ตามแต่ไป

แต่ด้วยเนื้อความนี้ ทำให้เพลงนี้ดำรงสถานะของความเป็นหลังสมัยใหม่ในสองสถานด้วยกัน สถานแรกคือด้วยตัวบท (Text) ของเพลงท่อนนี้เองเลย และสถานที่สองก็คือ ด้วยบริบท (Context) ของเพลงทั้งเพลงใน “กระแสวาทกรรม (Discourse) หลักที่กำกับการทำเพลงโดยทั่วไปอยู่” ซึ่งผมจะค่อยๆ พูดถึงรายละเอียดต่อไป

ก็ตามธรรมเนียมปกติ ก่อนที่ผมจะสามารถพูดพ่นพล่ามไปถึงกรณีศึกษาได้ ผมก็คงต้องพูดแนวคิดหลักๆ ของ “หลังสมัยใหม่” กันก่อนสักเล็กน้อย แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเยิ่นเยื้อ และเปลืองหน้ากระดาษ (และพลังการเพ่งอ่านของท่านๆ) ผมก็จะเอาเนื้อเพลง อันเป็น “ตัวบท (Text)” นี่แหละมายกตัวอย่างควบอธิบายไปเลยละกัน

แนวคิดหลังสมัยใหม่นั้น เกิดขึ้นจากการมองว่า “โลกสมัยใหม่ (The Modern World)” นั้นถูกครอบงำด้วย “แนวคิดใหญ่เบิ้มอะไรบางอย่าง” เช่น การยึดติดอยู่กับเรื่องของหลักการ และเหตุผล (ตามแนวคิดของ “สมัยใหม่”) คือ ตีค่าประเด็นเรื่องหลักการ และเหตุผล ให้อยู่เหนือกว่า ประเด็นอื่นๆ เป็นอาทิ ซึ่งในจุดนี้เอง เหล่ามนุษย์หลังสมัยใหม่ เค้าก็เรียก “ของใหญ่เบิ้มที่คลุมหัวคนทั่วไป (คือไม่ใช่พวกหลังสมัยใหม่อย่างพวกท่านๆ เขา) นั้นว่า Metanarrative (มหาเรื่องเล่า? – Meta แปลว่า ใหญ่มาก, Narrative แปลว่า เรื่องเล่า)”

เอาเป็นว่า ตอนนี้เข้าใจแค่ว่า มันมีอะไรใหญ่ๆ ครอบหัวเราอยู่ (ในสายตามนุษย์หลังสมัยใหม่) โดยพวกนี้เรียกว่า “มหาเรื่องเล่า” แล้วทีนี้เราก็มาดูกันต่อว่า “มนุษย์หลังสมัยใหม่เค้าต้องการอะไร” ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายนักอ่ะนะครับ ง่ายๆ ก็คือ พวกหลังสมัยใหม่เค้าอยากทำลายไอ้ “มหาเรื่องเล่า” ที่ว่านี่แหละครับ โดยเค้าพยายามจะทำให้ทุกประเด็น ทุกเรื่อง “เสมอภาคกัน (ในทางค่าความเชื่อ)” คือเป็น “เรื่องเล่า (Narrative)” เสมอกันหมด ไม่มีเรื่องใดที่สักจะมีค่าเหนือกว่าเรื่องอื่นได้ สรุปคือ ไม่เอา “มหาเรื่องเล่า” ทำให้ทุกๆ อย่างเป็น “เรื่องเล่า” เหมือนๆ กันหมด

ตัวอย่างก็จากตัวบทของบทเพลงนี้เลยล่ะครับ เพลงนี้ (ตัวบทส่วนที่ยกมา) เริ่มจากการตั้งคำถามต่อ Metanarrative ของ “ภาวะรักแท้” ด้วยการถามว่า “รักแท้รักที่อะไร” แล้วก็ (สำหรับผม) ก็ตั้งคำถามย้อนกลับต่อประเด็นที่เป็น “มหาเรื่องเล่า” ต่อประเด็น “ภาวะรักแท้” ที่ครอบงำชาวประชามนุษย์ปกติ ที่มิใช่มนุษย์หลังสมัยใหม่นั้นว่า แท้จริงแล้วมันก็เป็นแค่ “เรื่องเล่า (Narrative) เสมอกันนั่นแหละ” คือ จะรักที่ตับไตไส้พุง, กางเกงที่นุ่ง, นามสกุล, ยี่ห้อรถยนต์ หรือเพราะไม่จนนั้นก็ล้วนแต่เป็น “เรื่องเล่า” ที่เข้าท้าทาย “มหาอำนาจทางความคิด ในเรื่องสภาวะรักแท้” ที่แม้ตัวบทจะไม่ได้บอกชัดๆ ว่า “รักแท้รักที่อะไร (ภายใต้กระแสที่โดนครอบงำอยู่)” แต่ภาวการณ์ย้อนแย้งต่อกระแสดังกล่าวนั้นมันมีอยู่

อาจจะอ่านที่ผมเขียนไปแล้วรู้สึกแย้งๆ ในจิตอยู่ก็ไม่ว่ากันนะครับ แต่ผมพอจะมีวิธีพิสูจน์อิทธิพลของหลังสมัยใหม่ในตัวบทที่ว่ามาในระดับหนึ่งทีเดียว นั่นก็คือ “ความรู้สึกที่ตอนแรกที่อ่านตัวบทดังกล่าว” นั่นแหละครับ ที่รู้สึกว่า “ไอ้นี่มันพูดอะไรของมัน ปัญญาอ่อน ไร้ที่มาที่ไป ฯลฯ” นั้นแล เหตุผลสำคัญที่เรารู้สึกกันเช่นนั้นตัวบทดังกล่าวก็เพราะว่า  “มันขัดกับมหาเรื่องเล่าที่อยู่ในหัวของท่าน” ไงล่ะครับ กล่าวคือ แม้ผู้เขียนบทเพลง ตัวผมเอง หรือท่านอาจจะไม่สามารถบอกได้อย่างชัดแจ้งว่า “รักแท้รักที่อะไร” แต่กระนั้นก็มีภาพร่วมกัน (ที่เป็นอิทธิพลของมหาเรื่องเล่า) อยู่ว่า อย่างน้อยๆ รักแท้มันต้องไม่ใช่การรักที่ตับไตไส้พุง หรือกางเกงที่นุ่งเป็นแน่แท้ และนี่เองที่เป็นจุดบ่งชี้ถึงการเป็น “ตัวบทที่สื่อถึงเรื่องเล่า (Narrative) ที่เข้ากระแนะกระแหนต่อมหาเรื่องเล่า (Metanarrative) ของภาวะรักแท้ที่ครอบหัวเราท่านอยู่” นั่นเอง

ทีนี้ก็มาดูกันต่อว่าบริบท (Context) ของเนื้อเพลงส่วนที่ยกมานั้นผลักดันให้เพลงนี้ตกไปอยู่ในกลุ่ม (Category) เพลงหลังสมัยใหม่ได้อย่างไร ไม่ยากนักครับ บริบทของเพลงนี้ทั้งเพลง (โดยเฉพาะจากเนื้อเพลงท่อนที่ยกมา) นั้นทำให้เพลงนี้หลุดจากกระแส “ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) ของเหล่าเพลงรักไทย” นั่นเอง กล่าวคือ ลักษณะของเพลงรักไทยนั้นจะมี “รูปแบบอันเป็นสากลในการแต่ง” อยู่กรอบหนึ่ง หรือหลายกรอบ คือ มี มหาเรื่องเล่า (Metanarrative) ที่ครอบการแต่งเพลงรักอยู่อีกทอดหนึ่ง เช่น ต้องมีลักษณะการอกหัก, ท้อถอย, ให้กำลังใจ, หวานชื่น, ฯลฯ ลักษณะดังกล่าวนี้ แม้แต่เพลงที่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องอย่างหลายๆ บทเพลงของติ๊ก ชิโร่ (อาจยกเว้นเพลง “สะวี๋วี่วี” นั้นผมพยายามฟังหลายครั้งมาก ผลสรุปคือ งงๆ เหมือนเดิม) แต่เพลงนี้กลับฉีกตัวออกจาก Metanarrative ดังกล่าวอย่างงดงาม ด้วยการไม่สนใจต่อรูปแบบอันเป็นพลังหลักของการแต่งเพลงรักของไทย ด้วยการแต่งเพลงรักที่มีบริบท “แอบบ่นมหาเรื่องเล่าที่ว่านั้นเองไปเลย [!!!]” บริบทของเพลงนี้นั้นค่อนข้างชัดว่าต้องการทำลายรูปแบบ (Pattern) ที่ครอบงำกระแสเพลงรักหลัก และอีกทั้งยังเป็นการปลีกตัวออกจากหลังสมัยใหม่ไปพร้อมกันด้วย นี่จึงเป็น “ความเป็นหลังสมัยใหม่ (Post-Modernity)” อีกสถานหนึ่งในบทเพลง “รักแท้ ยังไง” นี้

000

การกำหนดมายาภาพความรัก/คู่รัก ในเพลง “รักแท้ ยังไง”

“รักแท้ต้องทำอะไร ต้องเดินห้างกัน
กุ๊กกิ๊กซึ่งกันและกัน ไม่หวั่นสายตาใคร
ซึ่งฉันไม่เข้าใจ  ไม่ขอรักใครละกัน”

บทเพลงส่วนนี้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การท้าทายต่อกระแสการแต่งเพลงรักหลักเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการท้าทายต่อ “ระเบียบ (Order)” ของวิถีการแสดงความรักในชีวิตจริงอย่างเจ็บแสบอีกด้วย

อะไรที่มาเป็นตัวกำหนดเราว่า การจะเป็นคู่รักกันต้องเดินจูงมือ, พาไปดูหนัง, เดินห้าง, กินอาหารใต้แสงเทียน, เดิมริมทะเลสาบใต้แสงจันทร์, เที่ยวสวนสนุก, ฯลฯ ท่านคิดว่านี่เป็น “ความคิด หรือมายาภาพอันเกิดจากตัวท่านเองโดยแท้กระนั้นหรือ” เช่นนั้นก็คงประหลาดมากที่มนุษย์แทบทุกคน “คิดด้วยตัวเอง แล้วออกมารูปแบบนี้ แนวๆ นี้ด้วยกันหมดเลย”

ผมคิดว่าคงจะเป็นการไม่ผิดนักที่เราจะบรรยายลักษณะการกระทำของปัจเจกผู้จะมาเป็นคู่รักกันเหล่านั้น ในฐานะของการเป็น “ผลพวงจากอิทธิพลทางสังคม” มากกว่าการสักแต่พยายามอธิบายว่า “มันคือแนวคิดอันเป็นอิสระของปัจเจก ที่เสือกคิดออกมาได้เหมือนๆ กันแทบจะร้อยละร้อย”

วาทกรรม (Discourse) ในการ “ปฏิบัติต่อผู้ที่เราหวังให้มาเป็นคู่รัก” นั้น เป็นการถูกกำหนดมายาภาพ (Mind-Setting) จากการผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก (ซ้ำจนไม่รู้มันจะอธิบายความซ้ำของมันยังไง) ของภาพยนตร์, หนังสือนิยาย, การ์ตูน, ละคร, จินตกรรมต่างๆ ฯลฯ และสุดท้าย สังคมก็กลับกลายมาเป็นผู้ผลิตซ้ำมายาภาพนี้ด้วยตัวเองซ้ำอีกทอดหนึ่ง การผลิตซ้ำอย่างซ้ำซ้อนนี้ต่างหากที่ได้เข้าไปกำหนดมายาภาพ (Mind-Set) ในตัวปัจเจก ที่พอนึกถึงหัวข้อนี้ขึ้นมาปุ๊บ สายธารของภาพ (อันเป็นรูปแบบที่สังคมจับยัดใส่สมาชิกแห่งสังคม) ก็จะพร่างพรูออกมาอย่างเหมือนๆ กันหมด อย่างกับกะลังมองสายพานผลิตวัตถุสักอย่าง

ไม่เพียงเท่านั้นวาทกรรมการสร้างคู่รักนั้นยังได้ก่อให้เกิดภาพของความเป็น “พวกเดียวกัน และต่างพวก (ประหลาด)” ขึ้นมาด้วย โดยหากสมาชิกในสังคม หรือปัจเจกคนใด ที่ไม่ได้ร่วมสังฆกรรมกับกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนี้ก็จะเสือกถูกถีบส่ง (Alienate) ไปเป็น “พวกตัวประหลาด” ของสังคมไปเสียฉิบ

ฉะนั้นผมจึงนับถือผู้แต่งเนื้อเพลงท่อนนี้มากๆ ที่ได้กล้าแหย่ขาเข้ามาทำลายวาทกรรมการสร้างคู่รักด้วยการถามท้ากลับไปแบบตรงๆ เลยว่า “สรุปว่าการที่จะแสดงความรักกันได้ ต้องบังคับ (Force) ให้กู (ปัจเจก) อยู่แต่ภายใต้ระเบียบ (Order) นี้เท่านั้นใช่ไหม”…แรงดีมั๊ยครับ?
นอกจากที่พล่ามและพ่นมาแล้ว ผมยังคิดว่าประโยคสุดท้ายของส่วนที่ยกมานั้นยังเป็นการประชดประชันที่มีสีสันยิ่งทีเดียว ที่ว่า “ซึ่งฉันไม่เข้าใจ [รักแท้] ไม่ขอรักใครแล้วกัน” นั้น น่าคิดมากๆ ทีเดียว ก็ในเมื่อปัจเจกแต่ละคนมันยังไม่รู้เลยว่าทำไมต้องอยู่ในรูปแบบการหาคู่แบบนี้เท่านั้น ทำไม “ภาพการแสดงความรัก” มันจึงถูกถูกดามไว้แบบนี้ ปัจเจกที่รู้แต่ว่า “กูต้องทำแบบนี้” แล้วเสือกบอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นคือ “ความรัก” หรือตนเข้าใจ “ความรัก” แล้วถ้างั้นคนอย่างผู้แต่งเพลงก็ไม่ขอรักใครแล้วกัน เพราะกู (ผู้แต่งเพลง) ไม่อยากไปร่วมหลุมความรักแท้ในแบบพวกมึง!

รักแท้…ยังไง – น้ำชา ชีรณัฐ

About these ads
Comments
3 Responses to “เพลง “รักแท้ ยังไง” กับการกำหนดมายาภาพจากสังคม สู่สมาชิกในสังคม”
  1. อิ๋งๆ พูดว่า:

    ไม่คิดว่าคุณจะวิจารณ์เพลงว่ะ
    เข้าใจเขียนอิงกระแสนะเนี่ย

    ตอนแรกดิชั้นก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน
    แต่ในผับวงเล่นโคตรจะบ่อยอ่ะ
    เลยตั้งใจฟัง แล้วหันซ้ายเหล่ขวา

    สงสัยรักแท้นั้นคือกางเกงที่นุ่ง ยี่ห้อรถ นามสกุล และไม่จนจริงๆว่ะ
    แบบว่าโต๊ะข้างๆนี่จะตุ๊ดกันในที่สาธารณะแล้ว

    แต่พวกเราก็คงจะคิดแบบคนแต่งหล่ะว่า

    รักแท้ต้องทำอะไร ต้องเดินห้างกัน
    กุ๊กกิ๊กซึ่งกันและกัน ไม่หวั่นสายตาใคร
    ซึ่งฉันไม่เข้าใจ ไม่ขอรักใครละกัน

    เพราะถ้าทำแบบข้างบนมีหวังมารดาได้แหกอกตายซะก่อนไปหารักแทั

    วิจาร์ณได้ดีนะเบซี่….เรียกเบซี่จะออกแนวเพลงป๊อบนะ555เหนว่ากะลังชอบ

  2. NamwaN พูดว่า:

    เคยฟัง “กระเป๋าแบรนด์แฟนยิ้ม” ของ The Richman Toy ยังวะ

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      ยังไม่เคยฟังครับท่าน หรือหากเคยก็ไม่รู้ชื่ออ่ะนะ

Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: