ราชสำนัก กับสงครามยาเสพติด: อำนาจ พลังผลักดัน และการนำมาใช้

ราชสำนัก กับสงครามยาเสพติด: อำนาจ พลังผลักดัน และการนำมาใช้[1]

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

สงครามปราบปรามยาเสพติด เป็นการประกาศสงครามโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งได้เกิดการ “อ้างตัวเลข” ผู้เสียชีวิตว่ามีมากกว่า 2,500 ราย ทั้งจากฝ่ายรัฐบาลเอง เพื่อใช้ในการโฆษณาถึงความสามารถในการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด และจากฝ่ายต่อต้านนโยบายของรัฐบาล เพื่อใช้อ้างการคุกคามต่อสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

กระนั้น งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการเพ่งความสนใจไปที่จำนวนตัวเลขว่ามากกว่า 2,500 รายจริงหรือไม่ หรือ นโยบายสงครามยาเสพติดนี้ “ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง”, “ควร หรือไม่ควร” ในจุดนี้จะไม่ขอเอ่ยถึง แต่ความสนใจของงานชิ้นนี้นั้นจะอยู่ที่ “จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการประกาศสงครามยาเสพติด” และ “ตลกร้าย (irony) ของกระบวนการทางประวัติศาสตร์ต่อนโยบายชุดนี้” โดยเฉพาะในกลุ่มนิยมเจ้า (หรืออย่างน้อยที่สุดประกาศตนว่านิยมเจ้า – Royalist – อย่างสุดขั้วหัวใจ) เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นอาทิ

การประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติด เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2546 โดยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนั่นทำให้เกิด “ภาพที่ผิดพลาดไป” ต่อจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นนโยบายนี้ กล่าวคือ นักวิชาการ เอ็นจีโอ และกลุ่มต่างๆ แม้แต่รัฐบาลทักษิณเอง (เพื่อใช้โฆษณาให้ตัวเองด้วย ดังจะกล่าวถึงต่อไป) ล้วนแต่ “รับภาพ หรือสร้างภาพ” ไปว่ารัฐบาลทักษิณเป็นผู้ริเริ่มที่จะก่อสงครามยาเสพติดขึ้น และทำให้รัฐบาลทักษิณได้รับเสียงนิยมชมชอบจากมวลมหาประชาชนมากที่สุดนโยบายหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ได้รับเสียงกร่นด่าจากนักวิชาการมากที่สุดนโยบายหนึ่งด้วยเช่นกัน

ชัดเจนว่า กล่าวมาถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งที่งานชิ้นนี้ต้องการจะสื่อออกไปก็คือ “จุดเริ่มต้นของสงครามยาเสพติดไม่ใช่ทักษิณ ชินวัตร” และการจะอธิบายจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ได้อย่างถูกต้องจริงๆ นั้น ต้องย้อนเวลาจากช่วงต้นปี 2546 กลับไปสักเล็กน้อย คือนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นอย่างน้อยที่สุดนั่นเอง

จากเอกสารงานวิจัยเรื่องสงครามยาเสพติด กับความรุนแรงของสังคม โดยพวงทอง ภวัครพันธุ์นั้นได้เสนอภาพบางส่วนในจุดนี้ให้เราได้เห็น (และกล่าวได้ว่าเป็นงานวิจัยที่ทำให้ผู้เขียนตระหนักถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แต่ด้วยความที่งานวิจัยชิ้นดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นการนำเสนอในส่วนที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อไปมากนัก งานเขียนชิ้นนี้จึงได้เกิดขึ้น) ว่า นับตั้งแต่ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี (คือในเดือนกุมภาพันธ์ 2544) ราชสำนักได้มีความเคลื่อนไหวต่อประเด็นปัญหายาเสพติดในลักษณะที่เป็นไปในเชิงการอาศัยทหารเข้ามาดำเนินการอยู่แล้ว

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวของพวงทองชี้ให้เราเห็นว่านับตั้งแต่รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชาเป็นต้นมา การขยายตัวของความกลัวที่มีต่อ “ยาเสพติด” นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างยากจะฉุดรั้งได้ และผลสะท้อนของความกลัวดังกล่าวก็สะท้อนออกมาผ่านทั้งสถาบันทางการเมือง, นักวิชาการ และสื่อมวลชนต่างๆ มากมาย ทางราชสำนักเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ “ขับเคลื่อน” กระบวนดังกล่าวด้วย

เริ่มจากปี 2543 พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ได้กล่าวไว้ว่า “ปัญหายาเสพติด เรียกได้ว่าเป็นสงคราม แต่เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศ ซึ่งจะรุนแรงกว่าสงครามที่มีการประกาศ เพราะเป็นการบ่อนทำลายชาติ”

และในกลางเดือนตุลาคม ปีเดียวกันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งกับพลเอกสำเภา ชูศรี (ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น) ว่า “ให้กองทัพ ตำรวจตระเวณชายแดน และลูกเสือชาวบ้านเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขและปราบปรามยาเสพติด”[2]

และหลังจากนั้นเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน คือในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เข้ารับตำแหน่ง และได้ให้คั่นในทันทีว่ายาเสพติดนั้นจะเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของรัฐบาล และรัฐบาลทักษิณก็ได้มีการปราบปรามยาเสพอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด แต่จุดสำคัญมากก็คือ ในระยะแรกนั้นการดำเนินการยังเป็นไปในระดับที่อยู่ภายใต้กรอบกฏหมาย

หลังจากที่รัฐบาลทักษิณบริหารราชการมาได้ไม่นาน ในวันที่ 30 มีนาคม 2544 ทางกองทัพไทยก็ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไว้สรุปความได้ว่าพลเอกเปรมนั้นสนับสนุนให้กองทัพเข้ามามีบทบาทใน

การต่อสู้กับปัญหายาเสพติดมากขึ้น โดยต้องการให้กองทัพได้กระทำเป็นตัวอย่างในการปราบปราม การป้องกันและรักษาผู้ติดยาเสพติด[3]

นอกจากนี้ในการประชุมร่วมกันระหว่างพลเอกสำเภา ชูศรี (ผู้บัฐชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ซึ่งได้รับสั่งกระแสพระราชดำริในเดือนตุลาคม 2543) และนายชัช ชลวร (อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 5) เกี่ยวกับปัญหายาเสพติด มีความเห็นออกมาว่า กฏหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอ การดำเนินคดีเป็นไปโดยล่าช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ – ทหารในบางพื้นที่ไม่มีอำนาจตามสมควร จึงเห็นควรผลักดันให้มีการออกกฏหมายพิเศษเพื่อให้กองทัพมีอำนาจในการปราบปรามยาเสพติดในเชิงรุกได้

จากภาพลำดับเหตุการณ์ (ซึ่งปรากฏอยู่ในงานวิจัยของพวงทอง) ชี้ชัดให้เราเห็นได้ว่า ความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อใช้กำลังทหารในการปราบปรามยาเสพติดนั้นมีขึ้นตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลทักษิณจะขึ้นสู่อำนาจ และแม้หลังจากช่วงที่รัฐบาลทักษิณเริ่มทำงานตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว แต่ยังคงปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบกฏหมายอยู่ แม้จะเข้มข้นมากก็ตาม ทางฝ่ายราชสำนักทั้งประธานองคมนตรี และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้ซึ่งได้เข้าฟังรับสั่งเองโดยตรงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ร่วมกันเสนอให้เพิ่มอำนาจให้กองทัพในการปราบปรามยาเสพติดเป็นกรณีพิเศษ หรือกล่าวอีกนัยยะหนึ่งก็คือ ในจุดนี้เริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นในการที่ราชสำนักจะเป็นฝ่ายพยายามผลักดันให้เกิดนโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด (คือไม่อิงกับกรอบกฏหมาย) อีกต่อไป ก่อนตัวรัฐบาลทักษิณเองเสียอีก [!!!]

ความพยายามผลักดันให้เกิดสงครามปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด และกฏหมายพิเศษสำหรับปราบปรามยาเสพติดของราชสำนักนั้น ในทางหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ามีความทรงพลังสูงมาก และในอีกทางหนึ่งก็อาจจะเนื่องมาจากทางรัฐบาลทักษิณเองเล็งเห็นว่าสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาลตนได้ด้วย ทำให้ไม่นานนักหลังจากผลการประชุมระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุด กับอธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค 5 จบลง (และมีสรุปวาระการประชุมดังกล่าวไปแล้ว) ข้อเสนอของที่ประชุมก็ถูกนำไปบรรจุไว้ในแนวทางแผนงานปฏิบัติงานแก้ไขยาเสพติดของกระทรวงสาธารณะสุข (ซึ่งผลักดันโดยรัฐบาลทักษิณ) โดยแนวทางดังกล่าวระบุว่า “รัฐบาลมีแผนการที่จะเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดในเดือนมีนาคม 2545 เพื่อปรับกระบวนการยุติธรรมให้สั้นลง

จริงอยู่ว่า แนวทางดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้นอาจมองได้ว่าเป็นอิทธิพลจากราชสำนัก และ/หรือ ความต้องการนำข้อเสนอดังกล่าวมาเป็นผลงานเองของรัฐบาลทักษิณ แต่ในจุดนี้ผมมองว่า มีโอกาสสูงกว่าที่ “ในระยะแรก” นั้นจะเป็นผลมาจากอิทธิพลของราชสำนักมากกว่าประการหลัง เนื่องจากหากเราดูท่าทีของรัฐบาลทักษิณ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีต่อสื่อ) ในช่วงปี 2545 แล้วเราจะพบ ท่าทีที่มีความตรงข้ามกับจุดประสงค์ของแนวทางแก้ไข พรบ.ยาเสพติดดังกล่าว จึงอาจจะพอพาลคิดไปได้ว่า รัฐบาลทักษิณ (ในระยะแรก) ไม่ได้มองว่ามาตราการในรูปแบบดังกล่าวนั้นจะเป็นโอกาสอันดีใดๆ นัก น่าจะมีลักษณะ “รับๆ มาปฏิบัติตาม” ไปก่อนมากกว่า (มิเช่นนั้นท่าทีในช่วงปี 2545 คงจะไม่เป็นไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดต่อไป) แต่ต่อให้ผมเดาเหตุการณ์ในจุดนี้ผิดพลาดไปอย่างไรก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ยืนพื้นมาจนถึงจุดนี้ก็คือ อย่างน้อยที่สุดทางราชสำนักเอง ก็คือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (อย่างน้อยที่สุดในฐานะ “ผู้ริเริ่ม หรือร่างแผนการ) อันนำไปสู่สงครามยาเสพติดนั่นเอง

นอกจากในแง่ของการกำหนดนโยบายของฝ่ายบริหารที่ราชสำนักเข้ามาเกี่ยวข้อง (อย่างน้อยในฐานะผู้ริเริ่มความคิด) แล้ว ในทางการสร้างกระแสสังคมนั้น ทางราชสำนักเองก็เข้ามามีบทบาทอย่างสูงมาก กล่าวคือ นับแต่ปลายปี 2543 พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ก็ได้เดินสายรณรงค์สร้างสโลแกนต่อต้านยาเสพติด โดยผูกกับวัฒนธรรมชาตินิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคำพูดที่พลเอกเปรมนิยมกล่าว และถูกอ้างในสื่อต่างๆ อย่างบ่อยครั้งก็เช่น “คนค้ายาเสพติดคือคนทรยศต่อชาติ”, “บางคนอาจไม่ชอบคำนี้ ไม่สนใจคำนี้ แต่ผมคิดว่าหากเราไม่สนใจและปล่อยมันให้เป็นไปอย่างนั้น ชาติบ้านเมืองก็จะได้รับความเสียหาย เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนรักประเทศชาติ ไม่รักเด็ก ไม่รักบ้านเมืองของเรา”[4] และวาทกรรม “ชาตินิยมต้านยาเสพติด” เหล่านี้ก็เพียงแค่ถูกขยายให้ดังมากขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณเท่านั้น (เพราะการมีอยู่ของมัน มีมาตั้งแต่การมีอยู่ของรัฐบาลทักษิณ)

หลังจากที่รัฐบาลทักษิณเองเข้าบริหารประเทศ ก็ได้เป็นอีกหนึ่งผู้ร่วมผลิตซ้ำวาทกรรมชาตินิยมต้านยาเสตติดนี้ และไม่เพียงแต่ร่วมผลิตซ้ำเท่านั้นหากแต่ยังพัฒนาขึ้นไปอีกระดับด้ว ด้วยการผู้วาทกรรมดังกล่าวเข้ากับ “ราชสำนัก” อีกทีหนึ่ง ฉะนั้นการรณรงค์ด้วยข้อความว่า “รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ร่วมกันต้าน ยาเสพติด”, “ผู้ค้ายาเสพติดคือผู้ทรยศต่อชาติ” จึงสามารถเห็นได้โดยทั่วไปในช่วงนั้น

ซึ่งทางราชสำนักเองก็ดูจะมีท่าทีที่พอใจกับการรณรงค์ หรือสร้างกระแสสังคมในแบบที่รับบาลทักิณทำ ดังจะเห็นได้จากการที่ พลเอกเปรม ได้ออกมากล่าวว่า

“ผู้ค้ายาเสพติด คือผู้ทรยศชาติ (คำรณรงค์ของรัฐบาล – กฤดิกร) เป็นคำกล่าวประรามที่ไม่เกินเลยความเป็นจริงแต่อย่างใด เพราะภัยจากยาเสพติดทำลายและบั่นทอนศักยภาพของประชากรอย่างร้ายแรง ดังตัวอย่างในประวัติศาสตร์ที่ประเทศอาณานิคมตะวันตกเคยใช้ยาฝิ่น เป็นอาวุธถล่มชาวจีนจนติดกันงอมแงมก่อนที่จะส่งทหารบุกยึดพื้นที่ประเทศจีน ทั้งนี้มีข่าวจากฝั่งพม่า ศัตรูเก่าของเราก็กำลังใช้ยาบ้า เป้นอาวุธถล่มประเทศไทย ก่อนที่จะบุกยึดไทยในห้วงเวลาต่อไป” [5]

ข้อความของพลเอกเปรมนั้นไม่เพียงจะชัดเจนว่า “เห็นด้วย” กับการรณรงค์ของรัฐบาลทักษิณ แต่ยังตอกย้ำเรื่องการผลิตวาทกรรม “ชาตินิยมต้านยาเสพติด” ด้วยการพูดถึง “ข่าว” หนึ่งอย่างไร้ที่มาที่ไป แล้วก็เอ่ยถึงประเทศพม่า ในฐานะศัตรูเก่า (ซึ่งไม่ได้รบ และสงบศึกกันมาหลายร้อยปีแล้ว) ว่ามีแผนจะ “ครอบครองประเทศไทย [!!!]”

จะเห็นได้ว่าในช่วงระยะประมาณ 2 ปีแรกของรับบาลทักษิณ ที่ทุกๆ ฝ่ายทั้งจากรัฐบาลเอง สื่อมวลชน องค์กรต่างๆ ทั้งสังกัดรัฐ และไม่ได้สังกัด รวมไปถึงทางราชสำนัก พยายามชี้ชวนให้เห็นถึงอันตรายของยาเสพติด และความสามารถในการกัดกินชาติไทยของมัน ภาพความเลวร้าย ความหวาดกลัวต่อภัยยาเสพติดก็ยิ่งมีมากขึ้นอยู่ทุกวัน (เช่น ข่าวการจับกุมยาเสพติดได้ครั้งละเป็นแสน หรือล้านเม็ดนั้น ไม่ได้ก่อภาพว่าภัยยาเสพติดลดต่ำลง หากแต่เพิ่มความรู้สึกเสียด้วยซ้ำว่ายาเสพติดมันมีเยอะจริงๆ น่ากลัวจริงๆ)

ภาพความเลวร้ายของยาเสพติดดังกล่าวที่แผ่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ทางรัฐบาลเองได้มีมาตราการที่เข้มข้นมากต่อยาเสพติด ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากสังคม และสื่อต่างๆ มากขึ้นว่า นโยบายของรัฐบาลนั้นไร้ประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 2545 ซึ่งทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องพยายามออกมาหาวิธีแก้ด้วยการพยายามออกมาพูดต่อสาธารณะหลายต่อหลายครั้งในช่วงปลายปี 2545ว่า “ภัยคุกคามจากยาเสพติดนั้นทุเลาลงไปมากแล้ว เพียงแต่สื่อพากันหนุนประโคมข่าวมากเกินความเป็นจริง” แต่กระนั้นคำพูดของ รัฐบาลก็ไม่ได้รับการเชื่อถือมากนัก เพราะความกลัวที่ลงรากลึกในสังคมไทย

แต่ในจุดนี้เองที่ผมมองว่าเป็นส่วนสำคัญในการมองต้นตอของนโยบายสงครามยาเสพติดขั้นเด้ดขาด แตกหัก แบบไม่อิงกรอบกฏหมายในกาลต่อมาอันใกล้ กล่าวคือท่าทีของ พตท.ทักษิณ “ในช่วงปลายปี 2545” นั้นชัดเจนมากว่ามีความพยายามจะ “ทำให้ภาพปัญหายาเสพติดในสายตาคนดูเบาลง (softening)” ผิดกับช่วงก่อนหน้าที่มีท่าทีที่แข็งกร้าวค่อนข้างมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างจากอนาคตอันใกล้ คือช่วงต้นปี 2546 ที่มีการประกาศสงครามยาเสพติดขั้นแตกหักในที่สุดแทบจะโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้หากลองนึกไปถึงแผนการที่จะเปลี่ยนแปลง พรบ.ยาเสพติดที่พูดมาตั้งแต่เป็นรัฐบาลใหม่ๆ นั้น เราจะพบว่าท่าทีในช่วงปลายปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาว่าจะทำการเปลี่ยนแปลง กับปีที่ลั่นว่าจาสัญญา (ต้นปี 2544) นั้นก็ต่างกันมากทีเดียว

ตอนนี้เราพอจะมองเห็นปัจจัยที่ทำให้ท่าทีของรับบาลต่อการรณรงค์ปัญหาดูเบาลงบ้างได้ ว่ามาจากการที่ถูกวิพากษ์อย่างหนักข้อขึ้นว่าใช้นโยบายที่เข้มข้น แต่ก็ยังไร้ประสิทธิผล แต่อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ท่าทีของรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นแข็งกร้าวต่อการต่อต้านยาเสพติดแบบสุดๆ ชนิดพลิกบทบาทในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ผมมองว่าเหตุผลที่สำคัญ และทรงพลังอำนาจมากๆ นั้นมาจากพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2545 นั่นเอง ที่เสมือนหนึ่งการตอบโต้ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ออกมากล่าวก่อนหน้าว่าปัญหายาเสพติดลดลงไปมากแล้ว (ซึ่งเริ่มมีท่าทีเช่นนี้ถี่ขึ้นนับตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2545) ผมได้คัดพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2545 ในส่วนที่สำคัญๆ มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

“…ต้องขอบใจที่ได้กล่าวถึงกิจการที่ได้ทำมาตลอด มีสิ่งหนึ่งที่ท่าน [=ทักษิณ ชินวัตร – กฤดิกร] ยังไม่ได้กล่าวถึงและก็เป็นสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของชาติบ้านเมือง…ซึ่งเป็นเรื่องยาเสพติด…

พูดถึงสงครามฝิ่น โดยเฉพาะในเมืองจีน สงครามฝิ่นนั้นน่ะ โดยมากคนนึกถึงว่า ชาวจีนสูบฝิ่น ซึ่งก็อาจจะเป็นจริง แต่สงครามฝิ่นนั้น มาจากฝรั่ง ฝรั่งเป็นผู้ก่อสงครามฝิ่น เพราะว่าอยากจะตีเมืองจีน และอยากจะครองเมืองจีน ครองโลก ฝิ่นนั้นนับว่าเป็นสงครามที่รุนแรงพอสมควร แต่ว่าเมื่อ 50 ปีในเมืองไทย ฝิ่นก็ไม่ได้มีการบริโภคมากนัก…แต่เราเริ่มมีการค้าขายซึ่งที่เป็นมาจากฝิ่น โดยเฉพาะเฮโรอีน…เพิ่งทราบมาว่าตอนนั้นมันเริ่มโดยที่มีการใส่เฮโรอีนในน้ำหวาน หรือในกาแฟ…ก็จะทำให้คนที่บริโภค…มีอาการภาพหลอน…แล้วก็ได้ทราบว่า หลอกลวงคนที่ไม่รู้เรื่องให้ติดเฮโรอีน และเมื่อติดเฮโรอีนแล้วก็ขวนขวาย คนที่ได้บริโภคก็ขวนขวาย

ฉะนั้น การที่จะปราบเฮโรอีน ปราบยาเสพติดก็ยาก…ไม่เคยนึกถึงประเทศไทยจะมาประสบเหตุการณ์เช่นนั้น…นับวันก็มีความรุนแรงมากขึ้น และเมื่อ 30 ปี ก็เริ่มมีการก่อการร้ายในภูเขาสูง โดยเฉพาะภูเขาทางภาคเหนือ โดยมากพูดถึงในภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย แล้วก็ในทางน่าน ทางแพร่ ถึงกระทั่งลงมาถึงเพชรบูรณ์ ซึ่งก็เป็นภาคเหนือเหมือนกัน แต่ค่อนข้างจะกลางประเทศเข้าทุกที และก่อการร้ายนั้น เกี่ยวข้องกับฝิ่น ครั้งนั้นก็มีสงคราม ก็มีการสู้รบรุนแรงที่สุดก็คือที่เขาค้อ…แล้วเขาค้อนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นยุทธภูมิที่เกิดจากก่อการร้าย คอมมิวนิสต์

ความจริง มันไม่ใช่เรื่องก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มันเป็นเรื่องก่อการร้ายสงครามฝิ่น…มีฝ่ายที่เรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมาระดมให้ต่อสู้ ก็ต้องให้มีทหาร ตำรวจ ตอนแรกก็มีตำรวจชายแดนที่อยู่บรภูเขา…ถูกยิง ก็เสียชีวิตไปหลาย จนกระทั่งบานปลายออกมา ทหารทั้งทหารบก ทหารเรือ ก็ต้องขึ้นไปต่อสู้ รวมทั้งทหารอากาศ ทหารอากาศก็ใช้เครื่องบิน จนกระทั่งใช้เครื่องบินเจ็ท เครื่องบินไอพ่นออกไปยิง จนกระทั่งเครื่องบินไอพ่นถูกยิงตก ซึ่งก็น่าประหลาดว่าที่สงครามอย่างนี้เครื่องบินจะถูกยิงตก เครื่องบินที่เร็ว เครื่องบินที่ทันสมัย ถูกยิงตก หมายความว่ามันบานปลายอย่างมาก บานปลายมาจากอะไร ก็จากยาเสพติด ต่อจากนั้นก็มีการต่อสู้และเท่ากับทางฝ่ายรัฐชนะเพราะว่ามีกำลังดีกว่า แล้วสามารถที่จะให้สงบลงไป แต่สงครามยาเสพติดนั้นก็ขยายขึ้นมา ตามหลักที่เขาโฆษณาว่า ป่าล้อมบ้าน บ้านล้อมเมือง แล้วก็ฟัง ก็เชื่อ แต่ว่าบ้านล้อมเมืองเนี่ย ไม่เข้าใจ ไม่นึกว่าเป็น เขานึกว่าจะเป็นการก่อการร้ายในเมือง ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นเป็นยาเสพติดมาขายในเมือง และเป็นกันมาก แล้วคนที่บริโภคกลายเป็นทั้งผู้ที่ถูกโจมตีและเป็นผู้โจมตีในตัวเอง อันนี้อันตรายมาก แล้วก็ยังไม่ซา ยังคงมีอันตรายอยู่มาก

เรื่องยาเสพติดนี่มี 2 อย่าง อย่างหนึ่งเคราะห์ร้าย และเคราะห์ร้ายนี้มี 2 อย่าง ของเคราะห์ร้ายอย่างหนึ่ง บังเอิญก็อย่างที่เมือ 50 ปี มีคนเขาเอาเครื่องดื่มไปเติมเฮโรอีน เติมยาเสพติด ไม่รู้ตัวเลยอย่าง อีกอย่างหนึ่งไปเสพยาเสพติดเพราะว่าเพื่อนฝูงหรือไม่ใช่เพื่อนฝูง พวกที่เขาไปบอกว่า เนี่ยอันนี้ทำให้แข็งแรง ทำงานได้ แล้วก็ครึกครื้นไม่เห็นเป็นไร เสพยาเสพติด ยาบ้ายาอะไร ก็โง่ เพราะว่าเคราะห์ร้าย 1 เคราะห์ร้ายเราก็ให้อภัย แต่โง่ไม่น่าให้อภัยนัก

อยู่ในสถานการณ์อย่างนี้อยู่ในที่อย่างนี้ มันก็ต้องมีการแขวะ…ยาเสพติดเนี่ย มันทำให้เกิดความเดือดร้อนหลายอย่าง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งราชการโดยตำรวจ โดยโรงพยาบาล โดยคนเอกชนต่างๆ เดือดร้อนหมด และสิ้นเปลือง สิ้นเปลืองแล้วก็คนทั้วประเทศก็สิ้นเปลือง แทนที่จะมีเงินทอง มีทุนมาสร้างบ้านเมืองให้สบาย ให้เจริญ มัวแต่ต้องมาปราบยาเสพติด มัวต้องมาเสียเงิน ค่าดูแลรักษา ทั้งพวกเสพยา ทั้งพวกที่เป็นคนที่เดือดร้อน…”

(เน้นคำโดยผมเอง)

เราจะพบว่า หากกล่าวอย่างไม่เกรงใจแล้ว พระราชดำรัสดังกล่าวนี้เสมือนกับการตบหน้าคำพูดของทักษิณในช่วงเดือนตุลาคม 2545 เป็นต้นมาอย่างฉาดใหญ่ก็ปาน โดยการเน้นย้ำว่า “ปัญหายาเสพติดยังคงมีอยู่” พร้อมทั้งเราจะเห็นได้ว่าแม้แต่ตัวกระแสพระราชดำรัสเองก็ยังมีการแฝงไว้ถึงลักษณะ “วาทกรรมชาตินิยมต้านยาเสพติด” อยู่ด้วยเช่นกัน (โดยเฉพาะการจัดกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในฐานะ “ผู้ก่อการร้าย (บ่อนทำลายชาติ?)”) และหากเราลองคิดเล่นๆ เพลินๆ ดูต่ออีกสักหน่อย ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือไม่อย่างไร ที่กระแสพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2545 นั้นมีความคล้ายคลึงพอสมควรกับวาทกรรมชาตินิยมต้านยาเสพติดของพลเอกเปรม ที่มีขึ้นในช่วงที่มาสนับสนุนการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณในระยะแรก

อย่างไรก็ตามแต่ ผลที่ตามมาก็คือหลังจากที่มีกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวขึ้น ท่าทีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ต่อเรื่องการต่อต้านยาเสพติดนั้นกลับพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือแทบจะในทันที กล่าวคือ ในวันที่ 14 มกราคม 2546 (เพียงเดือนกว่าๆ หลังจากกระแสพระราชดำรัส) พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ประกาศแตกหักกับผู้ค้ายาเสพติดภายในสามเดือน [!!!] คือจาก 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2546 โดยการประกาศสงครามดังกล่าวนั้นกระทำขึ้นต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และนำมาสู่เหตุการณ์สงครามยาเสพตามที่รู้จักกันโดยทั่วไปนั่นเอง

ในจุดนี้ผมต้องการจะเสนออย่างชัดเจนว่า แท้จริงแล้วสงครามยาเสพติดนั้นหาได้เป็นการริเริ่มอย่างแท้จริงของรัฐบาลทักษิณไม่ หากแต่เป็นผลผลิตของทางราชสำนักตลอดมา อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 2543 และที่สำคัญ และทรงพลังที่สุดก็คือ “กระแสพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคม 2545”

กระนั้นผมขอย้ำอีกครั้งว่า งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าสงครามยาเสพติดเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง, หรือบอกว่ารัฐบาลทักษิณไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว (ไม่ว่าจะแง่ดี หรือแง่ร้าย) เพราะอย่างไรเสีย ข้อเท็จจริงก็คือ ผู้ที่ตัดสินใจประกาศสงครามก็คือรัฐบาลทักษิณนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกัน อย่างน้อยที่สุดเราก็สามารถกล่าวได้ด้วยว่ราชสำนักไทยนั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง และอยู่เบื้องหลังการประกาศสงครามยาเสพติดอยู่ไม่น้อยทีเดียว

แต่จุดที่ผมมองว่าเป็นเรื่องตลกร้ายมากๆ ในประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์นี้ก็คือ การที่ในระยะหลังมานี้กลุ่มนิยมเจ้า หรืออย่างน้อยที่สุด คือ อ้างตัวว่านิยมเจ้าอย่างมาก อย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พยายามอย่างแข็งขันในการออกมากร่นด่ารัฐบาลทักษิณด้วยเรื่องนโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติด ซึ่งทางราชสำนักนั้นก็ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยแต่ต้น (จริงๆ กล่าวว่าเป็นผู้วางรากฐาน ก็อาจจะได้เสียด้วยซ้ำ) ผมในฐานะผู้เขียน เกรงอย่างยิ่งว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทางราชสำนัก (นะครับพี่น้อง)


[1]งานเขียนชิ้นนี้เป็นการนำงานวิจัยของพวงทอง ภวัครพันธุ์เรื่อง สงครามยาเสพติด กับความรุนแรงของสังคม มาแยกประเด็น และอธิบายใหม่ พร้อมกับเสริมข้อมูลเข้าไปบ้างบางส่วน มากกว่าการจะกล่าวว่าเป็นงานเขียนที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่เองได้ หากจะกล่าวอย่างถูกต้องแล้วน่าจะเรียกว่าผมเป็นคน “เรียบเรียงใหม่” อาจจะตรงมากกว่า

 

[2] มติชน, 17 ตุลาคม 2543 หน้า 19.

[3] สยามรัฐ, 30 มีนาคม 2544 หน้า 5.

[4] จดหมายเหตุสยาม, 26: 17 (26 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2545) หน้า 468.

[5] ฤดีโดม วิภาวิน, นโยบายปราบปรามยาเสพติด: 3 เดือนกับการประกาศสงครามขั้นแตกหักเพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล: ศึกษากรณีลักษณะนโยบายและผลกระทบ, วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2545, ภาคผนวก.

Comments
4 Responses to “ราชสำนัก กับสงครามยาเสพติด: อำนาจ พลังผลักดัน และการนำมาใช้”
  1. วิญญาณเสรี พูดว่า:

    เชิงอรรถ 5 ที่ระบุปีของวิทยานิพนธ์ 2545 ผิดหรือเปล่าครับ (เพราะดูชื่อวิทยานิพนธ์ก็น่าเป็นการศึกษาที่ใช้ข้อมูลถึงกลางปี 46 แล้ว)

    อีกอย่างหนึ่งงานของ อ.พวงทอง มีให้ download ที่ไหนหรือเปล่าครับ (หรือถ้าคุณมีรบกวนส่งมาให้ที่ free_spirit_2k@yahoo.com ด้วยนะครับ)

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      ขอบคุณที่แจ้งมาเรื่องเชิงอรรถนะครับ เดี๋ยวผมจะลองกลับไปเช็คดู ส่วนเรื่องงานวิจัยของพวงทองนั้น ผมเข้าใจว่าไม่มีให้โหลด และผมไม่ได้มีกับตัวเป็นไฟล์อ่ะครับ (มีเป็นแบบกระดาษแผ่นๆ)

      ขออภัยจริงๆ ครับที่ไม่อาจจะช่วยได้

      ด้วยความเคารพ

  2. วิญญาณเสรี พูดว่า:

    ไม่เป็นไรครับ ตัวงานวิจัยผมคงพอหาได้ครับ แต่ถ้ามีความคืบหน้าเรื่องเชิงอรรถกรุณาแจ้งด้วยนะครับ เพราะอาจจะขอให้หองสมุดยืมให้

ติดตาม
Check out what others are saying...


Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.