ปัญหาเรื่องชนชั้น และวาทกรรมเศรษฐกิจการเมือง กับวิกฤติการเมืองไทย


งานชิ้นนี้พยายามอธิบายถึงปัญหาทางชนชั้นที่คาราคาซังในสังคมไทย ซึ่งสุดท้ายก็ได้ระเบิดขึ้นมาเป็นวิกฤติใหญ่ และพยายามมองหาทางออกที่อาจจะไม่ใช่ทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุด แต่ผู้เขียนเชื่อว่าได้ผล (Effective) ที่สุด ซึ่งทางออกของปัญหานั้นอาจจะรู้สึกว่าผู้เขียนยัดเยียดรสนิยมส่วนตัวจนมากไปเสียหน่อย (ซึ่งก็ไม่ขอปฏิเสธ) แต่กระนั้นก็เป็นแนวทางที่ผู้เขียนเชื่อจริงๆ ว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งผู้อ่านจะเชื่อถือหรือไม่ ก็ย่อมเป็นสิทธิของท่านโดยสัมบูรณ์ ซึ่งคงยังสามารถถกเถียงกันได้อีกมากต่อไป แต่กระนั้นส่วนที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญที่สุดอยู่ที่คำอธิบายในเรื่องพลังของปัญหาระหว่างชนชั้นที่จะเป็นโจทย์ใหญ่ในสังคมไทยอีกยาวนาน

000

การเมืองไทยในปัจจุบันนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าอุดมไปด้วยปัญหา และยังคงคุกรุ่นอยู่ ซึ่งหากจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้ว สถานะแห่งการมีอยู่ของปัญหานั้นสืบเนื่องมานานแล้ว เพียงแต่ถูกกดดัน บดบังเอาไว้ให้ถูกลืมเลือนไป มองไม่เห็น และไม่รู้สึกถึงมัน ฉะนั้นปรากฏการณ์ และความรุนแรงอันเนื่องมาจากการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเริ่มมองเห็นสิ่งที่ถูกปกปิดไว้อย่างกระจ่างใสขึ้นบ้าง ในหมู่ผู้ซึ่งถูกล่อลวงมาโดยตลอด กับผู้ซึ่งพยายามรักษาสภาวะอันหน้ามืดตามัวต่อไป

ในระดับหนึ่งเราอาจจะสามารถมองได้ว่าจุดเริ่มต้นทั้งหมดทั้งมวลของปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นปัญหาดั้งเดิมที่ประหนึ่งเป็นปัญหายอดนิยมตลอดกาลของโลกเศรษฐศาสตร์การเมือง นั่นคือ ปัญหาว่าด้วยเรื่องชนชั้น

อนึ่งปัญหาว่าด้วยเรื่องชนชั้นนี้อาจจะมีความพิเศษของมันอยู่ โดยเฉพาะกรณีประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าในด้านหนึ่งคือ ปัญหาการมีชนชั้นทางด้านเศรษฐกิจ ที่มีช่องว่างทางชนชั้นที่มาก และแตกต่างกันมหาศาล แต่ปัญหาชนชั้นอีกลักษณะหนึ่งที่ประเทศไทยเผชิญมา นับแต่อดีตก็คือ ปัญหาการถูกบีบให้ “ไร้ซึ่งชนชั้นทางการเมือง” เหมือนกันหมด นั่นคือภาวะการโดนบีบให้เป็นไพร่เหมือนกันหมด กล่าวคือ สังคมไทยเป็นสังคมหลากชนชั้นที่ไร้ชนชั้นในตัวมันเอง

ในสังคมไทย การจะเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์นั้น หมายถึงการยอมรับ และพร้อมอวดอ้างความเป็นไพร่ของตนได้อย่างออกหน้าออกตา และปีติยินดีไปพร้อมๆ กับสถานะนั้น เราอาจจะพอกล่าวอย่างหลวมๆ ได้ว่าในประเทศไทยนั้นสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมเพียงประการเดียวคือ “สิทธิในการเป็นไพร่”

ปัญหาว่าด้วยเรื่องชนชั้นในเชิงประวัติศาสตร์: รากฐาน และความเลือนลางแห่งปัญหา

“ผู้ที่ควบคุมปัจจุบันย่อมบงการอดีตได้ ผู้ที่ควบคุมอดีตได้ย่อมบงการอนาคตได้”

-           จอร์จ ออร์เวลล์

ปัญหาเรื่องชนชั้นของไทยนั้น หากว่ากันในแง่มุมทางประวัติศาสตร์แล้วก็เป็นเช่นแทบทุกประเทศในโลกที่เป็นปัญหาที่ยั่งยืน และเรื้อรังมานานจนอาจจะกล่าวได้ว่าปัญหาเรื่องชนชั้นนั้นเป็นปัญหาที่ควบคู่มาพร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “สังคม” (อาณาจักร, รัฐ, ฯลฯ) ก็ว่าได้ โดยในอดีตกาล โดยเฉพาะในยุค “ก่อนประชาธิปไตย (Pre-Democratic Period)” นั้น ภาวะความไม่เสมอภาคนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหา หรือเป็นเรื่องปรกติที่ไม่ต้องการการปิดบังอำพรางใดๆ[1] เพราะมโนคติ (Concept) ว่าด้วยเรื่องชนชั้นนั้นแตกต่างออกไปจากมโนคติในยุคประชาธิปไตย คือ ตวามคิดว่าด้วยความเท่าเทียมกัน หรือความเสมอภาคนั้นยังไม่ถูกนำมารวมไว้ หรือเป็นองค์ประกอบอันสำคัญในทางการเมืองการปกครอง การแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระบบวรรณะ, การเป็นไพร่ หรือทาสโดยสัมบูรณ์, ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่ปกติในทางการเมืองไป

อนึ่งเมื่อการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้กลายเป็นการปกครองกระแสหลักของโลก รัฐชาติต่างๆ ที่เป็นรัฐประชาธิปไตย (หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ อ้างว่าเป็นเช่นนั้น) ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ตามหลักการแล้วมโนคติว่าด้วยเรื่องชนชั้นนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะระบอบการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตยนั้น ความเท่าเทียม และความเสมอภาคนับเป็นแกนสำคัญทางความคิดของหลักการที่ไม่อาจจะละเลยได้ เพราะในทางหนึ่งหากละเลยหลักการดังกล่าวนี้ไป ก็คงไม่อาจจะเรียกระบอบการปกครองนั้นว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยได้ไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุนี้รัฐประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว อย่างในยุโรป[2]จึงพยายามลดความแตกต่างทางชนชั้นที่ว่านี้ แม้ในปัจจุบันอาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบกับข้อเท็จจริงที่ว่าความสมบูรณ์แบบสัมบูรณ์เป็นสิ่งที่ใกล้เคียง หรือเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยตัวมันเอง (ไม่ต้องพูดถึงคำถามในเชิงสัมพัทธนิยมว่า “สมบูรณ์แบบของใคร” ด้วยอีกคำรบหนึ่ง) แต่ก็มีความใกล้เคียงกันมาก ต่างจากประเทศไทยที่ระดับความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นนั้นโอฬารดังเดิม

แต่กระนั้น คำถามที่ควรจะเกิดขึ้นก็คือ “อะไรที่ทำให้ความแตกต่างทางชนชั้นของไทยสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน และมั่นคงเช่นนี้” งานชิ้นนี้มุ่งจะอธิบายว่าตัวปัญหาที่ว่านี้นั้นคงอยู่เรื่อยมา เพียงแต่ว่าถูกทำให้ไม่รู้สึกถึง หรือถูกทำกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป (Normalization) ด้วยปัจจัยหลายประการ ส่วนสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ก็คือ มโนคติแบบพุทธศาสนา และวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกผลักดันไว้ด้วยเครือข่ายนิยมเจ้า (Network Monarchy)[3]

การกล่าวถึงมโนคติแบบพุทธศาสนาในสังคมไทยนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเปราะบางมาก ในทางหนึ่งเพราะศาสนาพุทธเป็นส่วนผสมกับรากเหง้า หรือสาแหรกของวัฒนธรรมไทย (Cultural Genealogy) แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็เพราะความสามารถในการรวมศูนย์อำนาจรัฐได้อย่างแปลกประหลาดพิศดารของประเทศไทย ซึ่งจะกล่าวต่อไปในส่วนอื่น ฉะนั้นการเอ่ยถึงมโนคติแบบพุทธศาสนาในที่นี้ขอให้ถือเป็นคำอธิบายทางวิชาการที่ถกเถียงกันทางเหตุผลต่อไปได้

มโนคติแบบพุทธศาสนานั้นหากกล่าวโดยตัวหลักการแล้ว ในทางหนึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นตัวส่งเสริมสร้างความคุ้นชินต่อการอยู่อย่างมีชนชั้น และไม่ขวนขวายหาความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ หรือหลงลืมถึงปัญหาที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าว่ามันเป็นปัญหา[4] เพราะคำสอนหลักของศาสนาพุทธฝังรากทางความคิดอยู่ที่คติว่าด้วยเรื่องของ “กฏแห่งกรรม” ฉะนั้นแล้วสภาพความจนแต่กำเนิด การต้องตรากตำอยู่กับสภาพเหล่านั้นจึงกลายเป็น “การชดใช้กรรมเก่า” ไป ผนวกกับความคิดที่ว่าความละโมบ โลภมาก มีกิเลสในทางวัตถุ (ซึ่งรวมถึงทางเศรษฐกิจด้วยนั่นเอง) เป็นเรื่องไม่พึงกระทำ ฉะนั้นเมื่อความยากจนของตนกลายเป็นเรื่องของผลกรรมจากชาติก่อน และการขวนขวายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องไม่พึงกระทำ หรือให้น้ำหนักความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แล้ว สภาพการเรียกร้อง หรือมองเห็นความไม่เท่าเทียมทางชนชั้น และทางเศรษฐกิจว่าเป็นปัญหาจึงมลายไป

นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ก็ได้มีวาทกรรมที่ถูกทำให้เป็นที่นิยม และฝังติดหัวปรากฏขึ้น คือ วาทกรรม “พอเพียง” ทั้งเศรษฐกิจพอเพียง, การกินอยู่อย่างพอเพียง, ฯลฯ ซึ่งเสริม หรือประกอบเข้ากับมโนคติแบบพุทธศาสนาซึ่งเป็นฐานคิดที่ฝากรากลึก (Fundamental Foundation) ในตัวประชาชนส่วนใหญ่ของไทยแต่ดั้งเดิมเข้าไปด้วย

วาทกรรมพอเพียงในทางหนึ่งอาจจะแลดูคล้ายว่าจะเป็น “กระแสต้าน” ต่อฐานวิธีคิดแบบทุนนิยม แต่แท้จริงแล้วไม่เป็นการผิดเลยแม้แต่น้อยที่จะกล่าวว่า วาทกรรมพอเพียงนี้เองเป็นสิ่งที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อพิทักษ์ และรักษา “ทุนนิยมชนชั้นสูง (Elite Capitalism)” ให้ทำงานต่อไปได้โดยไม่มีสะดุด ด้วยความคิดตามวาทกรรมพอเพียงนี้เอง วาทกรรมพอเพียงทำหน้าที่ตอกย้ำรากฐานทางความคิดแบบพุทธศาสนาที่ฝังอยู่ในจิตสำนึกว่า “มีเท่าไหร่ ก็ใช้เท่านั้น ใช้ให้พอ อยู่ให้พอกับฐานะที่เราเป็นอยู่ก็พอแล้ว” การฝังวาทกรรมแบบนี้เข้าสู่สมองมวลชนนั้น ไม่ต่างอะไรเลยกับการพูดว่า “อย่าฝันเฟื่อง หรือทะเยอทะยานอยากอะไรไปมากกว่านี้เลย อยู่เท่าที่มีไปนั่นแหละ” การทำเช่นนี้เองก็ไม่ต่างอะไรจากการกีดกันชนชั้นล่างออกจากการมีส่วนแบบทางเศรษฐกิจในอัตราส่วนที่มากขึ้น พร้อมไปกับช่องว่างทางชนชั้นที่ลดลง

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความสามารถในการโฆษณาการ (เชิงบังคับ) ของรัฐบาลไทย ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นความสำเร็จระดับโลกไม่กี่ประการที่ได้รับการใช้ และบริหารอย่างได้ผลทั่วถึงมาตลอดเวลาหลายทศวรรษนี้ ก็ยังคงทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ต่างจากการบริหารงานด้านอื่นๆ โดยสิ้นเชิง และวาทกรรมพอเพียงก็ถูกกระจาย และฝังอยู่ในจิตสำนึก, ความนึกคิดของคนไทยอย่างรวดเร็ว และแน่นหนา ราวกับว่าความเป็นไทย เกิดมาพร้อมกับสิ่งนี้ก็ไม่ปาน และนั่นก็ทำให้ความมีตัวตนของปัญหาความแตกต่างทางชนชั้นดูจะอันตรธานไป ทั้งๆ ที่มันตั้งอยู่ต่อหน้าต่อตา

กล่าวโดยสรุปก็คือ ปัญหาเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นถูกทำให้หายไป ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ ซึ่งนั่นส่งผลให้ฐานทางอิทธิพล ทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมือง ของชนชั้นสูงไทยสามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน สามารถดำเนินพฤติการณ์ใดก็ได้ตามแต่ที่ตนอยากให้เป็น ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องให้เครดิตกับการโฆษณาการที่ทรงประสิทธิภาพของรัฐบาลไทย, เครือข่ายนิยมเจ้า และผู้เชี่ยวชาญการท่องคาถา ที่ถูกเรียกว่านักวิชาการ หรือปัญญาชนทั้งหลายในสังคมไทยเป็นอย่างมากด้วย ที่นอกจากจะมีความสามารถในการปกปิดสิ่งที่ต้องการปกปิดได้อย่างมิดชิดงดงามแล้ว ยังสามารถปรับผิดเป็นถูก และสร้างภาษาใหม่ๆ ที่แสดงความเป็นคู่ตรงข้ามได้อย่างเจริญใจด้วย เช่น วาทกรรมพอเพียง คือ การทำอะไรก็ได้ที่ตรงกันข้ามกับความพอเพียง (โดยเฉพาะเมื่ออ้างอิงจากผู้ป่าวประกาศวาทกรรมนี้ทั้งหลาย), ประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย, หรือ สันติวิธีแบบไทยๆ คือ อะไรก็ตามที่ไม่สันติ เป็นต้น นี่คือความสามารถของการโฆษณาการไทย ที่ปกปิด และจำกัดกรอบความคิด หรือคุมความคิดให้อยู่ในกรอบที่ตนต้องการด้วย “ภาษา หรือวาทกรรม” อันทรงพลัง[5]

การรวมศูนย์ของรัฐไทย กับอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางเศรฐกิจ และการเมืองไทย

อิทธิพลที่มีผล หรือครอบงำการกำหนดทิศทางทางการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทย (และทุกประเทศทั่วโลก) นั้น แน่นอนว่าประกอบขึ้นด้วยหลายปัจจัย อนึ่งปัจจัยหนึ่งซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่งานชิ้นนี้จะกล่าวถึงก็คือ ลักษณะการรวมศูนย์อำนาจของรัฐไทยที่ทรงอิทธิพลมากอย่างแปลกประหลาด

รูปแบบของการปกครองรัฐนั้น หากเรามองให้อิงเข้ากับศาสนาแล้ว เราอาจจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 จำพวกหลักๆ ก็คือ 1. รัฐที่อำนาจรัฐแยกจากศาสนา อย่างในยุโรป หรือกลุ่มที่ถูกเรียก (และเรียกตัวเองว่าชาติตะวันตก)[6] อย่าง รัฐส่วนใหญ่ในยุโรป, และ 2. รัฐที่ศาสนาอยู่เหนืออำนาจรัฐ เช่น รัฐอิสลาม ที่ใช้กฏของอิสลามมาเป็นกฏของรัฐ หรือนำมาประยุกต์เป็นกฏของรัฐ เป็นอาทิ

อนึ่ง ในส่วนหลังนี้ ก็มีการถกเถียงว่าอาจจะไม่สามารถแบ่งเป็น 2 จำพวกหลักๆ เช่นว่าได้ด้วยซ้ำ เพียงแค่จำพวกหลัง เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาการที่จะไปเป็นแบบจำพวกแรก เพราะยุโรปเอง ในยุคกลางก็เคยเป็นรัฐที่อิทธิพลของศาสนจักร เหนืออาณาจักรดุจเดียวกัน และเริ่มพยายามแยกตัวรัฐ ออกจากการครอบงำของศาสนาในปี ค.ศ. 1648 ภายใต้สนธิสัญญาเวสฟาเลีย (Treaty of Westphalia) แต่มาแยกตัวได้อย่างสมบูรณ์ก็ในช่วงศตวรรษที่ 20 นี้เอง[7] ฉะนั้นกรณีของรัฐอิสลามก็อาจจะเป็นไปได้ในทำนองเดียวกัน เพียงแค่เริ่มต้น และลงเอยช้ากว่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการใช้อำนาจรัฐของประเทศไทยนั้น มีความน่าสนใจมาก และหากกล่าวอย่างไม่เคร่งครัดก็อาจจะนับได้ว่ามีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครในระดับหนึ่งทีเดียว เพราะประเทศไทยนั้น อำนาจของรัฐไม่ได้แยกตัวออกจากศาสนา แต่ก็ไม่ได้เป็นดั่งรัฐอิสลาม หากแต่การผนึกตัวระหว่างอำนาจรัฐไทย กับศาสนานั้น เป็นไปโดยจงใจทำงานผนึก และไม่คิดจะแยกมันออกจากกันแม้แต่น้อย เพราะตัวอำนาจรัฐไทยนั้นเข้มแข็งพอที่จะควบคุมศาสนา และองค์กรทางศาสนาได้

ประเทศไทยน่าจะเป็นไม่กี่รัฐในโลกที่อำนาจรัฐสามารถเข้าไปควบคุม และตรวจสอบองค์กรทางศาสนาได้อย่างไม่เคอะเขิน นอกจากนี้ยังดึงเอาอิทธิพลทางศาสนามาเป็นประโยชน์ต่อการบริหาร และสร้างมายาคติ (Mythology) ครอบงำทิศทางของมวลชนได้อย่างน่าพิศวง โรงเรียนที่แม้ไม่ใช่โรงเรียนวัด ก็ต้องถูกบังคับให้ร่ำเรียนวิชาทางศาสนาเป็นการเฉพาะ และต่อเนื่องยาวนาน, ไปจนถึงการใช้มโนคติของพุทธศาสนาเข้ามารณรงค์ในทางรัฐ และ/หรือเพื่อผลประโยชน์ในทิศทางแห่งรัฐ (เรื่อยไปตั้งแต่ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ไปจนถึง “บวชเพื่อพ่อ”)

ในทางนี้เอง เราอาจจะกล่าวได้ว่า การมีอยู่ของตัวมโนคติของพุทธศาสนานั้นหาใช่ความผิดอะไรในตัวมันเองไม่ แต่การเข้ามาบริหารจัดการมัน และนำมันมาใช้ (เชิงบังคับ) ของรัฐต่างหากที่เป็นปัญหา และก่อการผูกขาดทางความคิดของประชาชน ซึ่งการจะกระทำเช่นนี้ได้นั้น รัฐต้องสามารถรวมศูนย์อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทีเดียว ซึ่งเฉพาะความแข็งแกร่งของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่อาจจะเข้มแข็งได้ถึงระดับนี้ หากแต่การมีศูนย์รวมอำนาจที่เหนือขึ้นไปกว่านั้นประกอบด้วยอีกศกหนึ่ง

นโยบายประชานิยม กับความคุ้นชินกับ “สิ่งต้องห้าม”

แม้งานชิ้นนี้จะเอ่ยถึงประชานิยม แต่ก็จะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ไปว่าประชานิยมมันถูก หรือผิด แต่จะเสนอว่ามันส่งผลต่อสำนึกในเรื่องชนชั้นขึ้นมาได้อย่างไร

มโนคติของนโยบายประชานิยมแบบง่ายๆ ที่สุด และพื้นฐานที่สุดก็คือ การอัดฉีดเงินลงไปเพื่อเอาใจประชาชน ซึ่งไม่ว่าจะชอบ หรือจะเกลียดนโยบายนี้ หรือจะชอบหรือเกลียดพรรคไทยรักไทย ก็ต้องยอมรับว่าในระยะประมาณ (อย่างน้อยที่สุด) 1 ทศวรรษมานี้ “พรรคการเมือง” เริ่มต้นใช้นโยบายนี้อย่างเด่นชัดที่สุดก็คือพรรคไทยรักไทย ที่นำโดย พตร.ทักษิณ ชินวัตร (ไม่ได้แปลว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่มีการใช้แนวนโยบายแบบนี้ แต่ระดับ และความเข้มข้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนนั้น น่าจะนับได้ว่าในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยมีความชัดเจนมาก)

อนึ่ง การอัดฉีดเงินลงไปเอาใจประชาชนนี้ก็หมายความว่าประชาชนกลุ่มเป้าหมายนั้นก็จะได้สัมผัสกับสิ่งที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อคนเราได้สัมผัสกับความสะดวกสบายที่เข้ามาใหม่ ก็พร้อมจะลืมความยากลำบากที่คุ้นชินได้โดยไม่ยากนัก ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

นโยบายประชานิยมนี้เอง ทำให้ชาวบ้านที่มีฐานะยากจน (ที่มักถูกเรียกว่า “ชนชั้นล่าง, คนรากหญ้า”) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของพรรคไทยรักไทยได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกับชนชั้นบนมากยิ่งขึ้น (หรืออีกนัยหนึ่ง ช่องแคบทางชนชั้นลดลงอย่างน้อยในทางความรู้สึกทางกาย และใจ) นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ชนชั้นล่างจะรัก และนิยมในพรรคไทยรักไทยเป็นหนักหนา แต่ผลที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ปัญหาชนชั้นที่เคยขุ่นมัวจนมองไม่เห็นนั้น กลับเริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้าได้อีก (อันที่จริงคือ มันตั้งอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว)[8]

แต่นั่นนับเป็น “สิ่งต้องห้าม” สำหรับชนชั้นสูง ที่ไม่ต้องการข้อเรียกร้องจากชนชั้นล่าง และไม่ต้องการให้ชนชั้นล่างมามีส่วนแบ่งทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองกับพวกตน การมีอยู่ของพรรคไทยรักไทยจึงย่อมเป็นปัญหา ซึ่งสุดท้ายก็ดังที่ทราบกันด้วยประวัติศาสตร์อันใกล้นี้ วันซึ่งต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวันที่เกิดการรัฐประหารที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยก็เกิดขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 และการปะทะกันทางการเมืองก็เกิดขึ้นตามมา การเมืองของสี อันเป็นตัวแทนของชนชั้นสูง และชนชั้นล่างก็ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ และสูญเสียของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งออกมาด้วยภาพสัญญะที่แทนตัวตนของชนชั้นล่าง ที่แม้โดยมากจะมาในฐานะผู้รักในตัว พตร.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทยแต่เดิม (แม้จะรวมกลุ่มอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวเพื่อการณ์อื่นๆ ด้วยก็ตามที) แต่แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อ ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว หรือพรรคเดียวนั้น ก็แฝงถึงนัยยะของการเรียกร้องหา “เสียงอันเท่าเทียมกัน” ต่อชนชั้นสูงไว้ด้วยเช่นเดียวกัน[9]

นอกจากปัญหาของประสิทธิภาพอันสูงส่งในการโฆษณาการของรัฐ และนักวิชาการไทย ที่ทำให้เกิดความขุ่นมัว เข้าใจผิด และซุ่มซ่ามในหลักวิชาในสังคมไทยแล้ว ปัญหาทางชนชั้นที่ตามมาอีกประการหนึ่งที่มักเกิดขึ้นแทบจะเหมือนกันทั่วโลกเมื่อมีการใช้นโยบายประชานิยมก็คือ ปัญหาความแล้งน้ำใจ และไร้หลักการของชนชั้นกลาง ที่มักจะมองว่าพวกตนนั้น “สูงส่ง” กว่าชนชั้นล่าง

ปัญหาความแล้วน้ำใจ และไร้หลักวิชาที่มักเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางทั่วโลก ซึ่งรวมถึงชนชั้นกลางไทยด้วยนั้นเป็นคำตอบที่งานชิ้นนี้มองว่าสำคัญ (อย่างน้อยที่สุด) เทียบเท่ากับอิทธิพลการโฆษณาการของรัฐ และนักวิชาการทีเดียว เพราะเงินภาษีที่เดิมทีเคยถูกนำมาใช้เพื่อบำรุงบำเรอเหล่าบรรดาชนชั้นกลาง หรือสูงในเมืองใหญ่ หรือเมืองหลวงนั้นถูกแบ่ง หรือแย่งไปโดยการนำไปใช้บำเรอชนชั้นล่างแทน ตามนโยบายประชานิยม แน่นอนนี่ย่อมหมายความว่าผลประโยชน์ทางการเมือง และเศรษฐกิจที่ชนชั้นกลางจะได้รับย่อมลดลง และก็คอยตามติดหนีบแน่นกับความจงเกลียดจงชังรัฐบาลที่หันไปเอาใจชนชั้นล่างมากกว่าพวกตน ซึ่งชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ นั้นก็พอจะนับได้ว่าเป็นตัวอย่างอันดีของปรากฏการณ์นี้

แต่อะไรที่บอกว่าชนชั้นกลางเหล่านี้แล้งน้ำใจ และไร้หลักการ นั่นก็คือ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเงินภาษีมากมายได้ถูกนำมาอัดฉีดให้กับเมืองหลวง และเมืองใหญ่ๆ มาโดยตลอด โดยเฉพาะในเมืองหลวง ทั้งการสร้างทางยกระดับ, รถไฟลอยฟ้า, รถไฟใต้ดิน, สนามบิน, ฯลฯ เงินภาษีเหล่านี้ส่วนหนึ่งนั้นแน่นนอนว่าย่อมมาจากชนชั้นล่างด้วย โดยที่ชนชั้นล่างบางคน ทั้งชีวิตไม่เคยได้มีโอกาสใช้บริการ หรือสิทธิประโยชน์เหล่านั้นเลย ซึ่งชนชั้นล่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร (แน่นอน ก็โดนอิทธิพลการโฆษณาการที่ทรงประสิทธิภาพ จนปัญหาตรงหน้าอันตราธานไปดังกล่าวไปแล้ว) แต่พอถึงคราวจะนำภาษีต่างๆ ไปจรุงความสุข และประโยชน์ให้ชนชั้นล่างบ้าง (แน่นอนภาษีเหล่านั้นย่อมมีเม็ดเงินของชนชั้นกลาง และสูงแทรกปนอยู่ด้วย) เหล่าชนชั้นกลางในเมืองหลวงกลับกร่นด่า และเรียกร้องถึงของที่ตนเคยได้รับ ทั้งๆ ที่วางอยู่บนฐานของการเอาเปรียบชนชั้นล่างอยู่ในตัว ซึ่งก็คงจะเรียกเป็นอื่นไม่ได้นอกจากความไร้น้ำใจ และไร้หลักการอย่างน่าเหลือเชื่อนั่นเอง

ประชาธิปไตยสุดขั้ว กับรัฐสวัสดิการ: ทางออกสังคมไทย?

ความเป็นประชาธิปไตยสุดขั้ว และรัฐสวัสดิการนั้น บางท่านเมื่อได้ยินแล้วอาจถึงกับถอยหนี แต่ในที่นี้เราต้องร่วมกันมองถึงวิกฤติทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเสียก่อนว่าวิกฤติทางการเมืองไทยนี้ทางโดยตรง และโดยอ้อมเกิดจากการสำนึกถึงปัญหาทางชนชั้นทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นล่าง ที่แม้บางคนอาจจะเคลื่อนไหวเพื่อ พตร.ทักษิณ หรือพรรคไทยรักไทย แต่การเรียกร้องเพื่อคนเพียงคนเดียวนี้เองก็วางอยู่บนฐานของเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ฉะนั้น เมื่อความสำนึกรู้ต่อขอบเขตอันพึงมีพึงได้ของตนเกิดขึ้นแล้ว การจะกลับไปกดให้ทิ้งสำนึกนั้นไปอีกครั้งนั้นรังแต่จะเป็นการขมวดปัญญาให้แน่นหนายิ่งขึ้นไปอีก อย่างการล้อมปราบ และฆ่ากลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านมานั้น สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงการผลักดันให้ชนชั้นล่างไร้พื้นที่ในเชิงสาธารณะ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ เป็นการบังคับอย่างไม่เปิดทางเลือกอื่นให้กับชนชั้นล่าง นอกจากการลงสู่ “ใต้ดิน” ซึ่งนั่นหมายถึงวิกฤติการที่หนักหนายิ่งขึ้นที่นอนรออยู่ในภายภาคหน้านั่นเอง หนทางออกเดียวที่พอจะสงบวิกฤติลงได้คือ ให้สิ่งที่ชนชั้นล่างสมควรจะได้ (ตั้งแต่เมื่อหลายทศวรรษก่อน) คืนไป เมื่อพวกเขารับรู้ถึงสวัสดิการที่พวกเขาเคยได้รับ ก็ต้องมอบสิ่งเหล่านี้ให้เขาอย่างแท้จริง พร้อมๆ ไปกับประชาธิปไตยจริงๆ

แน่นอนว่าหลักการพื้นฐานที่สุดของประชาธิปไตยนั้นวางอยู่บนฐานของการมีเสรีภาพ และเสมอภาค แต่ในทางความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพ หรือเสมอภาคนั้น ก็ไม่อาจจะเป็นอิสระได้อย่างสัมบูรณ์ (เช่น ไม่สามารถมีอิสระในการยิงใครก็ได้ที่อยากยิง หรือเห็นว่าไม่ใช่พวกตน) ฉะนั้นฐานที่เป็นไปได้ที่สุดในการมีเสรีภาพในทางปฏิบัติก็คือ “การมีทางเลือกที่มากกว่าหนึ่ง (Choices) ซึ่งปัจเจกสามารถเป็นเจ้าของเหนือทางเลือกเหล่านั้นได้เหมือนๆ กัน” กล่าวในอีกนัยยะหนึ่งก็คือ “สิทธิ” คือตัวแทนของความเสมอภาค ที่วางอยู่บนฐานของเสรีภาพ (การมีตัวเลือก) ซึ่งสิ่งนี้เองก็เป็นหลักคิดพื้นฐานที่สุดในการเลือกตั้งด้วย โดยตัวเลือกขั้นพื้นฐานที่สุดนั้นต้องมีอย่างน้อยที่สุด 2 ทางเลือกคือ สิทธิในการเลือกที่จะทำอะไรสักอย่าง กับสิทธิในการเลือกที่จะไม่เลือก เช่น สิทธิที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ, สิทธิที่จะเคารพ หรือไม่เคารพ เป็นต้น

เมื่อสำนึกทางความคิดได้เกิดขึ้นแล้ว การเข้าขวางย่อมเป็นทางที่สุดท้ายแล้วจะนำมาซึ่งวิกฤติที่อันตรายยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นทางเดียวที่ประเทศไทยจะหลุดออกจากปัญหาได้นั้นก็คือ การให้ 2 ประการที่ว่ามา ซึ่งแน่นอนว่าคำถามที่ตามมาก็คือ ประชาธิปไตยสุดขั้ว กับรัฐสวัสดิการนั้นมันไปด้วยกันหรือ?

งานชิ้นนี้ต้องการเสนอว่าไปด้วยกันได้ และอาจจะกล่าวได้ว่าไปด้วยกันได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบอื่นๆ เลยทีเดียว ในแง่ของการเป็นซ้ายอย่างเต็มที่นั้น คงต้องยอมรับว่าไปด้วยกันกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างสุดขั้วได้น้อยกว่า เพราะหลักการบางประการ เช่น การบังคับร่วมหมู่ (Force Collectivization) เป็นต้น ในทำนองเดียวกัน ทุนนิยมเสรี ที่ดูผิวเผินแล้วน่าจะสอดคล้องกับประชาธิปไตยอย่างสุดขั้วที่สุด ก็ไม่เคยให้ตัวเลือกแท้จริงในหลายๆ ประเด็นเลย เช่น หากเราคิดจะอยู่ในระบบทุนนิยมเสรีได้จริงๆ เราไม่เคยมีทางเลือกอื่นเลย นอกจากการดำเนินตามวิถีที่ทุนนิยมเสรีจัดวางไว้ เราต้องตั้งใจเล่าเรียน ขวนขวายหางาน โดยไม่มีทางเลือกอื่นๆ อย่างแท้จริงเลย เราไม่มีทางเลือกที่จะขี้เกียจ เพราะกลไกของระบบทุนนิยมเสรีนั้นวางอยู่บนตรรกะของการทำงานให้มากเข้าไว้ เพื่อรักษา และขยายตัวทุนนิยมเสรีเอง, หรือในแง่ความแตกต่างทางชนชั้น ทั้งในแง่สิทธิของทางเลือก, เศรษฐกิจ, และการเมือง ก็คงยากจะหลบเลี่ยงพ้นว่าเป็นระบบคิดหนึ่งที่มีปัญหาในด้านนี้ที่สุด

แน่นอนว่าตัวรัฐสวัสดิการเองก็ไม่สามารถตอบคำถาม และสนองความต้องการของประชาธิปไตยอย่างสุดขั้วได้อย่างสมบูรณ์ทุกกระเบียดนิ้ว แต่หากทุนนิยมเสรีจะถูกมองว่าไปกันได้กับประชาธิปไตยสุดขั้วแล้วล่ะก็ รัฐสวัสดิการเองก็ย่อมไปกันได้ในระดับที่ไม่แพ้กันแน่นอน แม้แต่สิ่งที่ผู้นิยมในทุนนิยมเสรีใช้โจมตีรัฐสวัสดิการมาโดยตลอดว่าเป็นระบบที่ทำให้คนขี้เกียจนั้น แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการหาคำอธิบายเพื่อมาอุดช่องว่างความไร้เสรีภาพในส่วนนี้ของระบอบทุนนิยมเสรีไปด้วยในตัวเสียด้วยซ้ำ และหากจะมองถึงความเข้ากัน หรือไปกันได้กับประชาธิปไตยสุดขั้วแล้ว การมีทางเลือกที่จะ “ขยัน หรือไม่ขยัน” นั้น ก็ควรจะมีได้ด้วย ที่ไม่ใช่การยัดเยียดความขยันโดยไม่เต็มใจให้กับผู้อื่นมิใช่ฤๅ[10]


[1]อาจจะมีข้อยกเว้นก็เพียงวิถีคิดแบบคริสต์ ที่มีแนวคิดที่สำคัญมากคือ “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้พระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งหลายครั้งถูกมองว่าเป็นรากฐานของแนวคิดแบบประชาธิปไตย แต่ก็มีข้อถกเถียงในแนวเห็นแย้งจากข้อเสนอนี้มากมายเช่นกัน

[2] ความแตกต่างทางรายได้ของยุโรปกลุ่มยากจนที่สุด 10% กับ รวยสุด 10%  อยู่ที่ประมาณ 8 – 10 เท่า [ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://economicmiracles.com/europeincome_distribution.htm ] ในขณะที่ประเทศไทยนั้น แม้แต่กลุ่มยากจนที่สุด 20% กับรวยที่สุด 20% ยังมีความแตกต่างมากถึง 12 – 14% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้ หากจัดการกระจายตัวของประชากรแบบยุโรป คือ เป็นรวยสุด กับจนสุดอย่างละ 10% แล้ว ช่องว่างความแตกต่างก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก [ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.asamedia.org/2010/05/27/1254/ ]

[3] คำของ Duncan McCargo

[4] ความจริงแล้วคติลักษณะดังกล่าวก็มีปรากฏอยู่บ้างในศาสนาคริสต์นิกายคาธอลิก ที่การทำงานหนักเกินไปเป็นบาป เนื่องจากจะทำให้เวลาที่จะอุทิศให้กับศาสนานั้นลดลง แต่กระนั้นหลักคิดสำคัญของคริสตศาสนาที่เป็นกรอบใหญ่กว่าที่ครอบคลุมอยู่ก็คือ “มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้พระผู้เป็นเจ้า” ก็ดูจะส่งผลต่ออิทธิพลในการมองเห็นปัญหาเรื่องชนชั้นได้สูงกว่ามโนคติแบบพุทธศาสนา ที่เอื้อให้เคยชินไปในความไม่เท่าเทียมอย่างเต็มที่ดังจะกล่าวต่อไป

[5] จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) เรียก “ภาษาคู่ตรงข้าม” แบบนี้ว่า Newspeak และเรียกกระบวนการคิดแบบดังกล่าวว่า “คิดสองชั้น (Doublethink)”

[6] โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนไม่เคยเห็นด้วยกับคำว่า “ชาติตะวันตก” นัก เพราะคำๆ นี้มีปัญหาในเชิงสัมพัทธนิยมที่สูงมาก เช่น ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ ซึ่งจัดกันหลวมๆ ว่าอยู่ในซีกโลกตะวันออกนั้น ไม่ใช่พวก “ชาติตะวันตก?” หรือ ความสัมพัทธในเชิงพื้นที่ ที่สหรัฐอเมริกา อาจจะเป็นชาติตะวันตกเมื่อเทียบกับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของไทย แต่เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น หรือนิวซีแลนด์แล้ว ก็ใกล้เคียงกว่าที่จะนับว่าเป็นทางตะวันออก ไม่ต้องเอ่ยถึงชาติในทวีปอเมริกาใต้ ที่คงนับอเมริกาเป็น “ประเทศเหนือ” หรือ เอาเข้าจริงๆ เวลาเราพูดว่า ชาติตะวันตก ก็คงไม่ได้หมายรวมอาร์เจนติน่า หรือเปรูเข้าไปด้วย นี่คือการใช้คำที่หลวมโพรกพราก และมีปัญหาในเชิงสัมพัทธนิยมไม่น้อย

[7] ในพิธีการสถาปนาแต่งตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ ของนโปเลียน โบนาปาร์ต นั้น สันตะปาปา หรือโป๊ปยังเป็นผู้สวมมงกุฏให้นโปเลียนอยู่เลย

[8] ฟังได้จากคำปราศัยบนเวทีของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ในคลิปเพลง “นักรบธุลีดิน” โดยเฉพาะนาทีที่ 04.07 – 04.49; http://www.youtube.com/watch?v=Llnt_v7AIxA

[9] ฟังได้จาก คลิป “ถามดินถามฟ้า” โดยเฉพาะนาทีที่ 01.20 – 03.33; http://www.youtube.com/watch?v=UKeA9if3vL4

[10] ขอแนะนำให้อ่านประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ใน; Paul Larfague, The Right to Be Lazy, trans. Charles Kerr, available at http://www.marxists.org/archive/lafargue/1883/lazy/index.htm .

Comments
12 Responses to “ปัญหาเรื่องชนชั้น และวาทกรรมเศรษฐกิจการเมือง กับวิกฤติการเมืองไทย”
  1. cs พูดว่า:

    น่าสนใจครับ ขอถามประเด็นเรื่อง “สิทธิ” แล้วกันครับ สิทธิทางการเมืองหรือทางออกทางการเมืองคือสิ่งที่เป็นทางเลือกบังคับอยู่แล้วหรือไม่ ว่าเอาเข้าจริงแล้วมันมีทางออกอยู่ทางเดียว หรือที่ Hegel เรียกว่าเป็น forced choice จะด้วยรัฐสวัสดิการหรือด้วยประชาธิปไตยแบบเข้มข้นอะไรก็ตาม?

    แล้วเศรษฐกิจพอเพียงหรือประชานิยมเป็นตัวขวางกั้นทางออกหรือไม่? และเป็นตัวการทำให้คนมองไม่เห็นทางออกที่แท้จริงหรือไม่?
    Marxist รุ่นปัจจุบันอย่าง Slavoj Zizek ซึ่งผมเข้าใจว่าคุณคงได้เรียนมาก่อนเหมือนกัน ก็พูดเรื่องของการ defend the lost cause และการปฏิเสธการเมืองเทียม….ทางออกคืออะไร? ถ้ามองว่าเป็น Marxism แล้วกรรมาชีพไทยพร้อมแค่ไหน? แนวคิดเรื่อง proletariat กับ working class เรามองจากฐานอะไร…บทความน่าสนใจดี แต่ผมอยากฟังคำตอบ

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      แน่นอนครับ Forced choice เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอ…เอาเข้าจริงๆ สิทธิที่เท่าเทียมเพียงหนึ่งเดียวของไทย อย่างสิทธิในการเป็นไพร่นั้น ก็ต้องนับว่าเป็น Forced Choice เช่นกัน ไม่ต่างจากที่รัฐในยุโรปตะวันออก ที่เข้าร่วมกับ EU นั้น ก็มีนักวิชาการของยุโรปตะวันออกมากมายออกว่า ไม่รู้ว่าจริงๆ อยากจะเข้าร่วมกับ EU หรือเปล่า รู้แต่ว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น”

      ฉะนั้นผมจึงต้องกล่าวในตัวงานไปด้วยว่า “ทางเลือกที่มากกว่าหนึ่ง” เพราะงั้นหากจะถามผม ผมจะพูดว่า Forced Choice ไม่ใช่ประชาธิปไตย…ซึ่งเรื่อง Forced Choice นี้เอง ก็เป็นตรรกะเดียวกับที่ผมพูดถึงทุนนิยมเสรีไป

      ทั้งสองอย่างเป็นตัวขวางกั้น และปิดบังปัญหา และมีทั้งส่วนที่ขัดกันเอง และปิดบังในสิ่งเดียวกัน หรือนำไปสู่สิ่งเดียวกันครับ

      ศก. พอเพียงนั้นปิดบัง (อย่างน้อยที่สุด) ก็ประเด็นปัญหาเรื่องชนชั้นอย่างที่ผมว่าไป และประชานิยม ก็ขัดกับมันในสิ่งนี้ แต่ส่วนที่ทำสองสามารถขวาง หรือปกปิดได้เหมือนๆ กัน แม้จะมาจากคนละฐานคิดก็คือ “ทำให้ไม่สนใจการทำงานของ Ruling Class ได้”

      ศก. พอเพียงจะบดบังมัน ด้วยการปิดกั้น และทำให้ Lower Class เสมือนหนึ่งไม่มีตัวตนอยู่ในสารบบ คือกลายเป็น Object ดีๆ นี่เอง

      ในขณะที่ประชานิยม แม้จะบดบังในสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้ละทิ้ง ต่อ Lower Class แต่ทำให้พวกเค้าไม่เรียกร้อง และไม่สนใจอะไรอีก คือเป็น Inactive subject ครับ

      ผมต้องบอกก่อนว่า โดยส่วนตัวแล้วผมไม่คิดว่างานผมวางบนคติมาร์กซิมฺมากนัก (เพราะโดนส่วนตัวผมไม่นิยมมาร์กซ์เลย…ผมเอนเอียงไปทางเคนส์มากกว่า)

      แต่หากจะถามเช่นนั้น ผมคิดว่า หากนักมาร์กซิมฺไทยยอมรับความจริง และไม่เพ้อฝันจนเกินไป ควรจะตอบได้เลยว่า “กรรมาชีพไทยมีโอกาสจะพร้อม แต่ตัวนักวิชาการไทยเองนั่นแหละที่ไม่พร้อม”

      แน่นอนที่ว่ากรรมาชีพไทยมีโอกาสจะพร้อมนั้น ไม่ใช่ว่าเค้าจะสามารถ enlighten ขึ้นมาได้อะไรเลย แต่ปัจจัยที่รายล้อมเค้าอยู่ผมมองว่าพร้อม แต่คนที่จะไปช่วยให้เค้า enlighten ให้เค้ารับรู้ถึงขีดความสามารถที่ตนเองครอบครองอยู่นั้น อย่างนักวิชาการมาร์กซิสมฺส่วนใหญ่ในไทยเองนั่นแหละที่ “ไม่พร้อม” และเอาจริงๆ คือ เข้าขั้นดัดจริต และจอมปลอมเลยด้วยซ้ำ (เช่น คนที่อ้างว่เป็นมาร์กซ์จ๋าอย่างใจ ก็ไม่เคยอ่าน Capital จบทั้ง 3 เล่ม และไม่เคยเข้าใจมาร์กซ์จริงๆ เลย) ฯลฯ

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      ผมลืมไปนิดเรื่องแบ่งอย่างไร

      จุดนี้ผมว่าสำคัญ และผมเป็นคนไม่เห็นด้วยอย่างมากกับไอ้เส้นแบ่งอย่าง Tangible กับกรณีอย่างงี้ ทั้งแบบทุนนิยมเสรีสุดขั้ว อย่าง world bank ที่ใช้เส้น 1 ดอลลาร์แบ่ง, หรือแบบ Traditional Marxist ที่อิงว่าต้องเป็นกรรมาชีพเท่านั้น (แม้แต่ชาวนาก็ไม่ได้…เพราะยังไม่ผ่านกระบวนการปฏิวัติอุตสาหกรรม อย่างที่พวกเหมาโดนกร่นใส่อยู่บ่อยๆ)

      หากพูดกันเชิงทฤษฎี (Theoretically) แล้ว ผมเห็นว่าการแบ่งที่ถูกต้องที่สุด คือการแบ่งสถานะตาม Unconscious Self คือ “จิตไร้สำนึกของตนรับรู้ และรับรองตัวตนของเราว่าเราเป็นคนกลุ่มไหน เราก็อยู่กลุ่มนั้น”

      เป็นจิตสำนึกก็ไม่ได้ด้วย เพราะมันสามารถ pretend ได้…ซึ่งนี่คือการ define + classify แบบไม่ทำอะไรเลย ประสาคนสันดานเสียอย่างผม แต่ผมคิดว่าของบางอย่างที่มันต้องไม่ทำการ classify ก็ต้องไม่ไปแบ่งมัน อะไรที่นิยามแล้วกลายเป็นการลดทอนตัวตนของมัน ก็ต้องไม่ไปนิยามมัน

      ดังเช่นมาร์กซ์เอง ก็ยังไม่เคยนิยามคำว่า ‘class’ ไว้เลย (เสมือนหนึ่งเป็น Unfinished Project) แม้จะเขียนถึงเรื่องนี้เป็นพันๆ หน้า

  2. cs พูดว่า:

    ตอนนี้ในทางวิชาการตะวันตกเองก็กำลังทบทวนแนวคิดเรื่อง populism ใหม่อยู่เหมือนกันนะ มันไม่ใช่วิธีคิดแบบประชาธิปไตยกินได้อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นการที่พรรคการเมืองเสนอตัวเข้าจัดการกับความต้องการของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้มวลชน รากหญ้า กรรมาชีพ ฯลฯ เข้ามาจัดการบริหารประเทศเอง…พูดง่ายๆคือ การที่รัฐเปลี่ยนฐานคิดของตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองของชนชั้นกรรมาชีพเกิดขึ้น. นี่คือแนวคิด populism แนวใหม่ที่เป็นพวกฝ่ายขวาอย่างถึงที่สุดในยุโรป

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      เหมือนที่ตอบไปในส่วนแรกครับ เรื่องประชานิยม

      คือ งานชิ้นนี้ผมไม่ได้มุ่งจะอภิปรายว่าประชานิยมมันดี หรือชั่ว เลยไม่ได้ลงในรายละเอียด เพราะจะกลายเป็นเวิ่นเว้อไป (แค่นี้ก็เวิ่นมากแล้ว 55+)

      ผมไม่ได้มองว่าประชานิยมดีเด่อะไร และสนับสนุนประชาธิปไตยอะไรนักหนา ยังบดบังอะไรหลายๆ อย่างด้วยซ้ำ นั่นทำให้เส้นทางที่ผมเห็นว่าดีที่สุดจึงไม่ใช่ประชานิยม แต่เป็นรัฐสวัสดิการ

      แต่แน่นอน ความเป็นรัฐสวัสดิการ มันก็มีความทับซ้อนหลายประการกับประชานิยมอยู่….เอาจริงๆ ผมว่า concept อย่างหยาบที่สุดของรัฐสวัสดิการ นั้นจะเรียกพอถัวๆ ไปว่าเป็น Well-Organised Populism ยังได้เลย

  3. cs พูดว่า:

    “เหล่าชนชั้นกลางในเมืองหลวงกลับกร่นด่า และเรียกร้องถึงของที่ตนเคยได้รับ ทั้งๆ ที่วางอยู่บนฐานของการเอาเปรียบชนชั้นล่างอยู่ในตัว ซึ่งก็คงจะเรียกเป็นอื่นไม่ได้นอกจากความไร้น้ำใจ และไร้หลักการอย่างน่าเหลือเชื่อนั่นเอง”

    ตรงนี้มองได้หลายแง่มุมเลยทีเดียว เพราะ Marx เคยพูดใน Capital ว่าการเมืองของชนชั้นกลางเล็ก (petty-bourgoise) ก็คือการเมืองที่พวกเขาต้องเป็นหุ้นส่วนกับชนชั้นกรรมาชีพเลยทีเดียว
    อย่างไรก็ดี Marx เคย add เรือ่งเพิ่มเติมว่า บางครั้งการเมืองไม่เกิดเพราะชนชั้นกลางมองไม่เห็นปัญหาโครงสร้างของสังคมที่เป็นเรื่องของชนชั้น พูดให้ง่ายเข้าก็คือ การเมืองไม่เกิดขึ้นเพราะ inadequate knowledge เป็นตัว obscure การเมือง..

    คำถามเลยถามได้ว่า ตกลงแล้ว 1. เรากล่าวโทษชนชั้นกลางที่เป็นต้นตอของการทำให้เกิดความขัดแย้งทางชนชั้น หรือว่า 2. ชนชั้นกลางยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองคือสาเหตุของความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และ 3. การมองของชนชั้นกลางที่มองไม่เห็นโครงสร้างหลักของสังคม (inadequte knowledge)

    ซึ่งฐานคิดแบบพวก Hegelian จะพูดถึงการ negate รากฐานที่เป็นอยู่ หลังจากที่ knowledge มัน reachable แล้วเพื่อเตรียมการเข้าสู่ another possible reality…คือเร็วไปไหมที่จะโทษชนชั้นกลาง ถึงแม้ว่ามันจะน่าประณามก็ตามครับ

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      เด๋วมาตอบพรุ่งนี้นะครับ ขอนอนก่อนแระ

      • cs พูดว่า:

        เอาอย่างนี้ละกัน บาง concept เราต้องปรับฐานกันอยู่ อย่างเรื่อง forced choice หรือการปฏิเสธ populism แนวใหม่

        คือผมเข้าใจว่าน้องเข้าใจ forced choice ในฐานของ Marxism แต่ในเมื่อไม่ได้ base on Marx ก็ไม่เป็นไร คือที่ผมพูดนี่ก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วยกับ populism นะ ตรงกันข้าม มัน prevents การเมืองแบบ Marxist เสียด้วย ที่สำคัญคือมัน prevents welfare state อีกต่างหาก

        เอาไว้ว่างจริงๆเลยดีกว่า ผมจะเล่าให้ฟัง คือ ฐานผมเป็นฐานของ Zizek แล้วก็แนวคิดแบบ Marxism และ Hegelian บางส่วน เอาเป็นว่า ถ้าเรายังคุยกันไปแล้วเดี๋ยวจะผิดประเด็นกัน

        อย่าไรก็ดี ผมจะฟังที่น้องตอบมาอย่างตั้งใจ แต่จะไม่ตอบอะไรอีกเพราะตอนนี้ฐานตรงตัว concept บางตัว ดูแล้วยังเข้าใจไม่ตรงกัน มันทำให้ภาษาและเกิดความเข้าใจที่สั่นคลอนได้ และด้วยมารยาทผมก็คงไม่ขอให้ใครมาคิดในฐานผมเช่นเดียวกัน.

  4. cs พูดว่า:

    ไม่แน่ใจว่าพวก Marxist มองอย่างไร แต่ดูเหมือนการเลื่อมใสในรัฐสวัสดิการนี่จะเป็นทางออกมากเลยนะ ซึ่งการสร้างรัฐสวัสดิการโดยให้กรรมาชีพเข้าจัดการแบบไร้ชนชั้น อาจจะทำให้ความเป็น Marxist แบบโคตรจะ old leftist แบบนี้ เกิดการ break กันกับ Socialist Democracy ก็เป็นได้ เพราะอย่างหลังคือการ compromise กับพวกทุนนิยมรัฐสภา ผมไม่แน่ใจว่าคุณมองรัฐสวัสดิการที่ compromise กับทุนนิยมรัฐสภา (เหมือนพวก Ernesto Laclau) หรืออยู่บนฐานคิด Marxist เข้มข้น?

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      เช่นกันครับ มาตอบพรุ่งนี้

      • cs พูดว่า:

        เหตุผลเดียวกันกับข้างบน แต่งานน้องโดยรวมน่าสนใจครับ ถ้าเป็นไปได้แอบเห็นบางส่วนที่อยากขอใช้ไปอ้างอิงได้เหมือนกัน

ติดตาม
Check out what others are saying...
  1. [...] ปัญหาเรื่องชนชั้น และวาทกรรมเศรษฐก… June 2010 11 comments 3 [...]



Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.