บ้าก็บ้าวะ (One Flew over the Cuckoo’s Nest) กับภาพหลอนของ “ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity)”


บ้าก็บ้าวะ หรือ One Flew over the Cuckoo’s Nest เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในปี 1975 และกำกับโดยผู้กำกับชาวเช็ก (เช็กโกสโลวาเกียในขณะที่เขากำเนิด) นามว่า Milos Forman (เดิมชื่อ Jan Tomas Forman) ภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นสร้างขึ้นจากนวนิยายของ Ken Kesey นักเขียนชาวอเมริกัน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นได้รับรางวัลออสก้าถึง 5 รางวัลในสาขาสำคัญๆ แทบทั้งสิ้น ดังนี้ Best Picture, Best Director, Best Actor, Best Actress, Writing Adapted Screenplay แม้ว่าจำนวนรางวัลอาจจะไม่อาจกล่าวได้ว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ออสก้า แต่ก็คงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่าความครบถ้วนของรางวัลสำคัญๆ นั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ด้อยกว่าเรื่องใดๆ เลย

ภาพยนตร์เรื่องนี้แฝงด้วยคติทางปรัชญา และการเมืองมากมาย พร้อมทั้งสะท้อนภาพของระบบระเบียบของสังคม (อย่างน้อยที่สุดในขณะนั้น) ออกมาอย่างถึงพริกถึงขิง อย่างไรก็ตาม การจะมองให้เห็นถึงปลายทางที่สุดของคำอธิบายของภาพยนตร์เรื่องนี้เท่าที่จะเป็นไปได้นั้น อาจจะจำเป็นที่จะต้องมองอย่าง “หลุดออกจากกรอบภาพที่ผู้แต่ง หรือผู้กำกับมองเห็น” ซึ่งเป็นที่มาของงานเขียนชิ้นนี้ พร้อมกันไปด้วยนั้น งานเขียนชิ้นนี้จะไม่สนใจว่าผู้กำกับภาพยนตร์มีทัศนคติอย่างไร หรือมีพื้นเพอะไรอย่างไร หากแต่จะศึกษาภาพยนตร์เรื่องนี้ในฐานะคำอธิบายถึงตัวระบบ หรือโครงสร้าง หรือโลกที่ผู้กำกับนั้นอาศัยอยู่ หรือถูกกลืนกิน ถูกครอบงำเอาไว้ นั่นคือ เป็นไปได้ว่าผู้กำกับ หรือผู้แต่งเองก็อาจจะมิได้คิดถึงประเด็นเหล่านี้ แต่ภาพยนตร์ชิ้นนี้มันสื่อถึงโครงสร้างนั้นๆ ที่ฝังอยู่ในตัวของผู้นำเสนอไป

ด้วยเหตุนี้ คำอธิบายหลักๆ ของงานชิ้นนี้จะอยู่บนฐานของความคิดแบบโครงสร้างนิยม (Structuralism) และผสมไปกับการใช้คำอธิบายของศาสตร์แห่งการตีความ หรืออรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) ประกอบเป็นครั้งคราวที่เห็นสมควร โดยงานชิ้นนี้จะแบ่งการอธิบาย และการตีความ (Interpretation) ภาพยนตร์ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. อธิบายในตัวเนื้อหาของภาพยนตร์อย่างเคร่งครัด, 2. อธิบายเชิงอุปลักษณ์ด้านปรัชญา (Philosophical Metaphor), และ 3. อธิบายเชิงอุปลักษณ์ด้านการเมืองโลก (Global Political Metaphor)

ภาพโดยย่อของภาพยนตร์บ้าก็บ้าวะ (One Flew over the Cuckoo’s Nest)

ภาพยนตร์เรื่องบ้าก็บ้าวะ นั้น เป็นภาพยนตร์ที่ฉายภาพถึง “ชีวิต และระบบการแสดงพฤติกรรมของชีวิตต่างๆ ในโรงพยาบาลทางจิต (Lunatic Asylum)” ฉะนั้น อาจจะไม่เป็นที่แปลกประหลาดนักที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะปรากฏชื่อไทยว่า “บ้าก็บ้าวะ” (และหากพูดด้วยความรูสึกส่วนตัวแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะได้รับการแปลชื่อมาเป็นภาษาไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว) แต่ในชื่อภาษาอังกฤษนั้น อาจจะเป็นที่น่าฉงนอยู่บ้าง

ชื่อของภาพยนตร์เรื่องนี้มาจากเพลงกล่อมเด็กของสหรัฐอเมริกา ที่มีเนื้อร้องว่า;

“Vintery, mintery, cutery, corn,

Apple seed and apple thorn,

Wire, briar, limber lock

Three geese in a flock

One flew East

One flew West

And one flew over the cuckoo‘s nest.”[1] (My Emphasis)

โดยคำว่า Cuckoo นั้น นอกจากจะมีความหมายว่า นกดุเหว่าแล้ว ยังเป็นคำแสลงที่แปลว่า “บ้า หรือ วิกลจริต” อีกด้วย โดยตัวแสดงเอกของเรื่อง McMurphy (Jack Nicholson) เป็นผู้ป่วยคนหนึ่งของโรงพยาบาลทางจิตแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหัวหน้าพยาบาลคือ Ratched (Louise Fletcher) ซึ่งคอยทำหน้าที่รักษาระเบียบ และโครงสร้างของโรงพยาบาลไว้ ซึ่งคงเสถียรภาพอย่างมั่นคง และเหนียวแน่นมาโดยตลอด ตราบกระทั่ง McMurphy เข้ามาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล การพยายามจะ “ต้านกระแสของระเบียบของโรงพยาบาล และปลุกให้คนไข้อื่นๆ ลุกฮือ” ก็เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด แต่จุดซึ่งเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งสำคัญที่เกิดขึ้นระหว่าง McMurphy กับ Ratched นั้นคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าเริ่มต้นมาจากวิวาทะในการขอรับชมเบสบอล World Series ที่กำลังมีขึ้นในขณะนั้น และความขัดแย้งนี้ก็นำมาซึ่งความขัดแย้งที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ผนวกกับความสามารถของ McMurphy ที่ทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ในวอร์ด “เกิดการสำเหนียกได้ซึ่งตัวตนของตน (Perceptibility of Self)” จนกระทั่งกล่าวได้ว่านำพามาซึ่งการก่อจลาจลภายในวอร์ดนั้น และสุดท้ายทางโรงพยาบาลก็ต้องใช้มาตราการอันร้ายกาจในการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว นั่นคือ การทำให้ต้นรากของพายุแห่งการต่อต้านอย่าง McMurphy กลายมาเป็นลมสงบที่ยอมรับกระแสระเบียบของ Ratched โดยสัมบูรณ์ และไม่อาจแปรเปลี่ยนได้นั่นเอง[2]

คำอธิบายในระดับอิงกับเนื้อหาภาพยนตร์อย่างเคร่งครัด

คำอธิบายภาพยนตร์ในส่วนนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าจะอิงอยู่กับวิถีคิดของสำนักโครงสร้างนิยมอย่างมากที่สุด (มากกว่าส่วนอื่นๆ) และจะเป็นรากฐานที่สำคัญมากในการอธิบายในส่วนต่อๆ ไปทั้งหมดของงานเขียนชิ้นนี้ กล่าวคือ ในส่วนนี้นั้นจะมองตัวบท (ภาพยนตร์) ในฐานะตัวบท (Text as Text) ไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนโลกแต่อย่างใด หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ ตัวภาพยนตร์นั้นมันคือ “เนื้อสารแห่งโลกโดยตัวมันเอง (Substance of its own world)” แล้ว ฉะนั้นในส่วนนี้การมองตัวบท (ภาพยนตร์) ในฐานะเครื่องสะท้อนโลก (Text as Mirror) ตามสายความคิดแบบศาสตร์แห่งการตีความจะถูกจำกัดบทบาทลงไป

ในทางตรงกันข้าม ภายใต้บริบททางความคิดนี้ ตัว Milos Forman นั้นต่างหากที่อยู่ในฐานะ “ร่างทรง” ของโครงสร้างบางอย่างที่ทำให้เขาถ่ายถอดออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว หรือก็คือ Milos Forman ทำหน้าที่เป็น “ทางผ่าน” ให้กับ “ตัวบท” (Text) หรือโลกๆ หนึ่งโดยตัวมันเองนั่นเอง หากกล่าวตามคติของ Roland Barthes[3] แล้วก็คือ Milos Forman ทำหน้าที่เป็นแต่เพียง “นักเขียนเรื่อง (the writer)” เท่านั้น ไม่ได้เป็น “นักแต่งเรื่อง (the author)” (หรือก็คือ author-function ตามภาษาของ Michel Foucault) เพราะการ “แต่ง” อะไรขึ้นมานั้นได้หมดสิ้นไปนานแล้ว หน้าที่ของ “การแต่ง” ไม่ได้อยู่ที่ตัวมนุษย์อีกต่อไป หากแต่เป็นภาระของ “โครงสร้าง” ต่างหาก และโครงสร้างดังกล่าวเพียงแค่ “แต่งเรื่องผ่านร่างกายของมนุษย์ที่ชื่อ Milos Forman” เท่านั้น

ด้วยฐานความคิดดังนี้ จึงเป็นการขยายสิ่งที่ได้เอ่ยขึ้นในช่วงแรกของงานเขียนชิ้นนี้ว่า งานเขียนชิ้นนี้จะไม่ได้สนใจว่า Milos Forman คิดอย่างไร หรือตั้งใจจริงๆ อย่างไร แต่จะสนใจไปที่ “ระบบโครงสร้าง” ที่ฝังตัวอยู่ในตัว Milos Forman ที่หยั่งรากลึกถึงระดับจิตไร้สำนึก (the unconscious mind) ของเขา นั่นทำให้เขากลายเป็นร่างทรงของระบบไป โดยอาจจะส่งผ่านความคิดของโครงสร้างโดยไม่รู้ตัวใดๆ เลยก็ได้[4]

ระบบคิดแบบ “คู่ตรงข้าม”  (Binary Opposition) เป็นโครงสร้างทางความคิดหนึ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างแข็งแรง และถูกส่งผ่านให้เขียนออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ ผ่านภาวะของ “ความเป็นปกติ (Normality)” และ “ความไม่เป็นปกติ (Abnormality)” ในฐานะของการเป็น “คู่ตรงข้าม” ของกันและกัน

ในกระบวนวิธีคิดของสำนักโครงสร้างนิยมนั้น มีจุดหนึ่งที่เป็นแง่คิดที่โดดเด่นมาก นั่นก็คือ แนวคิดว่าด้วยความเป็นคู่ตรงข้ามนี้ ซึ่งเสนอให้เห็นว่ามนุษย์เราสามารถ “ระลึก (Recognize)” ถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ โดยฐานของการวางสิ่งนั้นไว้บนความต่าง กล่าวคือหากสิ่งๆ นั้นไม่ได้มีความแตกต่างใดๆ จากสิ่งอื่นๆ ทั้งมวล ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้อง “แยกมันออกมาเป็นการเฉพาะ” หรือทำให้สิ่งๆ นั้นมีตัวตนขึ้นมา เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามจะมีตัวตนขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อสิ่งๆ นั้นมัน “ไม่ใช่” ของอีกสิ่งหนึ่ง การมีฐานทางความคิดในการวางสิ่งต่างๆ ไว้บนความต่างนี้เองที่เรียกว่าความเป็นคู่ตรงข้าม เช่น ตา – ยาย ที่เราจะสามารถรู้ได้ถึงการมีอยู่ของ “ตา” ก็ต่อเมื่อมี “ยาย” ในระบบความคิดมาสร้างความต่างขึ้นก่อน, เจ้านาย – ลูกน้อง หากไม่มี “เจ้านาย” ความเป็น “ลูกน้อง” ก็ไม่เกิด และเช่นกัน หากไม่มีลูกน้อง ความเป็นเจ้านายก็ไม่มี, ทุกข์ – สุข, หิว – อิ่ม, อ้วน – ผอม, มิตร – ศัตรู, เสรีภาพ – เผด็จการ, ฯลฯ เพราะทั้งแต่ละคู่ (ตรงข้าม) ของสิ่งเหล่านี้ “ก่อร่าง และสร้าง” ตัวตนของอีกฝ่ายขึ้นมาให้สามารถระลึกถึงได้ (Recognizable) หากไม่มีคู่ตรงข้ามมากำกับ ความสามารถในการระลึกถึงได้นี้ก็จะสูญหายไป เพราะเมื่อมันไม่ได้มีความต่างอะไรจากสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวล มันก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องระลึกถึง และระลึกถึงไม่ได้ด้วย

ฉะนั้นฉากของโรงพยาบาลทางจิต และภาพยนตร์เรื่องนี้ ในระดับเริ่มแรกที่สุด และอิงกับตัวบทของภาพยนตร์อย่างเคร่งครัดที่สุดจึงเป็นการตอกย้ำถึงสภาพการมีอยู่ และคงอยู่ของ “ความเป็นปกติ (Normality)” หรือ “คนปกติ (the normal people)” นั้น ว่า คนเหล่านี้ หรือสภาพการดังกล่าวนี้จะสามารถคงอยู่ต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อจะต้องมีภาวะอะไรบางอย่างที่ต้องถูกสร้างขึ้นมา เพื่อสร้าง และคงการมีอยู่ของเหล่าคนปกติไว้ ซึ่งในที่นี้ก็คือ การมีอยู่ของเหล่า “คนไม่ปกติ (the abnormal people)” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีภาพของการมีอยู่ของเหล่าคนไม่ปกตินี้ กล่าวอย่างถึงที่สุด ก็คือ การมีอยู่, การสร้างให้มีอยู่ และการจำเป็นจะต้องมีอยู่ของคนไม่ปกติ และความไม่ปกตินี้ เป็นการสร้างปริมณฑล หรือพื้นที่การคงอยู่ให้กับตัว “คนปกติ” นั่นเอง หรือนั่นก็คือ การสร้างเงื่อนไข (condition) ที่พร้อม และเพียงพอต่อการอนุญาตให้มีการตระหนักรู้ต่อตัวตนของตน (The Awareness of Self) ได้ ว่า “ตนนั้นปกติ” ด้วยการสร้างการมีอยู่ของความ “ไม่ปกติ” ให้เป็นคู่เปรียบเทียบบนฐานทางความต่างได้ว่า “ลักษณะแบบนั้น หรือคนแบบนั้น ต่างหากที่เป็นคนไม่ปกติ หรือความไม่ปกติ แต่ตัวตนแบบที่ตนเป็นอยู่นี้นั้นแตกต่าง ตนคือคนปกติ หรืออยู่ในความปกติ” นั่นเอง ฉะนั้นความสำคัญอย่างยิ่งยวด จนไม่อาจจะขาดหายไปได้ของคนไม่ปกติ และความไม่ปกติ ก็คือ การทำให้เหล่าคนปกติ ทั้งหมดทั้งมวลสามารถระลึกถึงความปกติของพวกตนได้นั่นเอง

ฉะนั้นบทบาทของโรงพยาบาลทางจิตในเรื่องนั้น จึงไม่ใช่แค่ที่พำนัก และรักษาคนไม่ปกติเท่านั้น หากแต่เป็นที่ “สร้างภาพของความไม่ปกติ/คนไม่ปกติ” และผลิตซ้ำมายาคติในการแบ่งแยกความปกติ – ไม่ปกติ อย่างทรงพลังยิ่งด้วยนั่นเอง อาจจะไม่ผิดนักด้วยซ้ำที่จะกล่าวว่าโรงพยาบาลทางจิตนั้นเป็นศูนย์รวมการบริการ (One-Stop Service) ของมายาคติแห่งความปกติ ที่คอยบริการตั้งแต่การตั้งรกรากความคิด ไปจนถึงการ “สร้างความไม่ปกติขึ้นมาทดแทนเรื่อยๆ ไม่ให้หมดสิ้นลง” เพื่อคงการมีอยู่ของกระแสสังคมที่ยึดติดกับ “ความปกติ” ของตนอย่างเหนียวแน่น ให้คงอยู่อย่างมีเสถียรภาพต่อไป

ฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่ภาพยนตร์ (ตัวบท / Text) เรื่องนี้ชี้ให้เห็นอย่างน่าสนใจก็คือ สภาพความไม่ปกตินั้น “เป็นสิ่งที่กระแสสังคมจงใจสร้างขึ้นมา หรือบีบให้มีอยู่ เพื่อรักษากระแสนั้นไว้เองหรือเปล่า” นั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่ว่าโครงสร้างดังกล่าวจะเข้าทำการครอบงำเหล่า “คนปกติ” เท่านั้น แต่โครงสร้างชุดเดียวกันนี้ก็เข้าไปฝังร่างอยู่ในตัว “คนไม่ปกติอื่นๆ” (คนไข้ในวอร์ด) นอกเหนือจาก McMurphy ด้วย โดยคนไข้เหล่านี้ (Billy, Cheswick, Martini, และอื่นๆ) นั้นเองก็ยินยอม และน้อมรับ “สถานภาพแห่งความไม่ปกติ” ที่กระแสทางสังคมกำหนดให้กับพวกตนไปด้วย (ซึ่งคำอธิบายในประเด็นนี้ในรายละเอียดจะชัดเจนยิ่งขึ้นในส่วนต่อๆ ไป)

งานชิ้นนี้ขอจบเนื้อหาส่วนนี้ลงด้วยแนวคิดอันแหลมคมของ Baudrillard นักคิดคนสำคัญของสำนักโลกจริงจำลอง (Simulacrum) ที่กล่าวไว้ว่า “มันไม่ใช่การบริโภควัตถุอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการบริโภคสัญญะ (sign) นั่นคือบริโภคเพื่อสื่อความหมาย”[5] โรงพยาบาลทางจิตเองก็เช่นเดียวกัน การมีอยู่ของมันนั้น เป้าหมายหลักอาจจะไม่ใช่การ “รักษาผู้ป่วยทางจิต หรือทำให้ผู้ป่วยทางจิตหมดสิ้นลงไป” แล้ว แต่หากเป็นที่ซึ่ง เราใช้ “บริโภคเชิงสัญญะถึงความผิดปกติ อย่างไร้ที่สิ้นสุด เพื่อถมเต็มจิตใจที่ถวิลหาความเป็นปกติของเราเอง” ไม่ต่างจากการที่เราเข้าร้านจานด่วน (Fast Food) ที่ในหลายบริบท ไม่ได้เข้าไปเพื่อกินอย่างเร่งรีบภายใต้เวลาอันจำกัดจำเขี่ยอีกต่อไป และก็ไม่ใช่การถมพื้นที่ของกระเพาะอาหารให้เต็มอิ่มสมบูรณ์ แต่เราเลือกที่จะบริโภคมันในเชิงสัญญะ พร้อมจะนั่งอ้อยอิ่ง เอื่อยเฉื่อย ด้วยปริมาณอาหารที่ไม่ได้พอจะดับความหิวกระหายให้หมดสิ้นไปได้ ภายในอาณาแห่งร้านนั้น เพื่อเสพสัญญะบางอย่างที่เราถวิลหา (ความโก้เก๋, ความเป็นชนชั้นกลาง, ฯลฯ) การที่หน้าที่ (Function) ของโรงพยาบาล หรือร้านจานด่วน ไม่ใช่เพื่อการกำจัดความผิดปกติให้สิ้นไป หรือถมพื้นที่กระเพาะอาหารในเวลาที่แสนสั้น แต่กลับกลายเป็นการ “จำหน่ายสัญญะ และคงการมีอยู่ของมายาคติ” แทนนั้น เราในฐานะ “ผู้บริโภค” ก็คงไม่ต่างจากที่ Baudrillard ได้ว่าไว้ เราเองก็เป็นเพียงผู้บริโภคสัญญะชั้นยอด หาใช่นักบริโภควัตถุที่ดีไม่

คำอธิบายด้านอุปลักษณ์เชิงปรัชญา (Philosophical Metaphor)

ดังได้กล่าวไว้แล้วแต่ตอนต้นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นสร้างขึ้นในปี 1975 ซึ่งก็เป็นช่วยที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นระยะที่ว่ากันว่า “ความเป็นสมัยใหม่” หรือฐานคิดแบบมองการกระทำ การตัดสินใจของมนุษย์ในฐานะ “อัตบุคคล (Subject)” นั้นเริ่มมาสู่ “จุดอิ่มตัว” เนื่องจากไม่ตอบคำถามหลายประการถึงภาวะ “การเป็นผู้ถูกควบคุม” ของมนุษย์ เช่น การฆ่าล้างมนุษย์ด้วยกันเอง โดยเฉพาะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สื่อให้เห็นถึงการถูกบงการโดยโครงสร้างของมนุษย์[6] เป็นอาทิ ฉะนั้นกระแสการตั้งคำถามต่อ “ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity)” จึงได้เกิดขึ้น

แม้จะเป็นที่ถกเถียงได้ (Arguable) ในส่วนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ซึ่งงานชิ้นนี้เองก็ตระหนักดีถึงจุดนี้ กระนั้นงานชิ้นนี้ก็ใคร่ยืนยันว่า ภาพยนตร์เรื่องบ้าก็บ้าวะ นี้ มีนัยยะของการวิพากษ์ “ความเป็นสมัยใหม่” ทั้งหมด (As a whole) หาได้ จำเพาะอยู่ที่ ค่ายอนุรักษ์นิยม, ค่ายเสรีนิยม (ขวา) หรือ ค่ายสังคมนิยม, คอมมิวนิสต์ (ซ้าย) ใดๆ แม้ตัวผู้กำกับจะมี “จริตส่วนบุคคล” ที่ต่อต้านฝ่ายซ้ายอยู่บ้าง จนบางครั้งก็ทำให้ผู้ที่เน้นการมองที่อัตบุคคลมากเป็นพิเศษ พยายามละเลยที่จะมองการวิพากษ์วิจารณ์ค่ายปรัชญาทางความคิดกระแสอื่นๆ ไป และมุ่งมองแต่การวิพากษ์ฝ่ายซ้านในภาพยนตร์ ตามจริตของผู้กำกับ  แต่งานชิ้นนี้ต้องการจะชี้ว่า ตัวภาพยนตร์ไม่ได้บ่งชี้เพียงแค่จุดนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การวิพากษ์ฝ่ายซ้าย หากแต่เป็นการวิพากษ์ระบบคิดแบบสมัยใหม่ทั้งหมดทั้งมวลต่างหาก ไม่ว่า Milos Forman จะสำเหนียกถึงจุดนี้หรือไม่ก็ตามที

ภาพยนตร์บ้าก็บ้าวะ นี้นั้นทั้งวิพากษ์ความเป็นสมัยใหม่ทั้งในแง่ “องค์รวม” ของตัวภาพยนตร์เอง (คือแนว หรือโทนของภาพยนตร์ทั้งหมด) หรือในบางฉากที่เฉพาะเจาะจงและเด่นชัดมากๆ ก็ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เช่น ฉากที่สำคัญมากๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ อย่างฉากที่ McMurphy พยายามเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฏของวอร์ด เพื่อที่พวกตนจะได้สามารถชมเบสบอส World Series ได้ โดยวิธีการลงคะแนน (Voting System) ตามข้อเสนอของ Ratched (นางพยาบาลประจำวอร์ด) โดยในตอนแรกนั้นคนไข้ในวอร์ดก็ยังไม่มีใครพร้อมที่จะ “ร่วมก๊วน” กับ McMurphy นัก แต่ต่อมาก็ยอมร่วมมือกับ McMurphy แต่ท้ายที่สุด Ratched ก็ใช้ระบบการโหวตปิดกั้นกลุ่มของ McMurphy ด้วยการอ้างว่าหมดเวลาการโหวตแล้ว จนนำมาซึ่งความขัดแย้งที่เด่นชัดระหว่าง McMurphy กับ Ratched ในที่สุด ประเด็นสำคัญมากอย่างหนึ่งที่สะท้อนออกมาในฉากนี้นั้น คือการจิกกัดอย่างน่าครุ่นคิดต่อถึง “สภาพการใช้ระบบการลงคะแนนในฐานะเครื่องมือกีดกันการแสดงความคิดเห็น หรือสิทธิของผู้อยู่ใต้อำนาจบังคับแห่งกฏนั้น ออกจากพรมแดนแห่งความสามารถในการแสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพของตน”

บ่อยครั้งที่เราจะพบคำกระแนะกระแหนระบอบประชาธิปไตย อย่าง ประชาธิปไตยชั่วพริบตา (เฉพาะเวลาที่กากบาทเลือกตั้ง) แล้วตัวระบบการลงคะแนน (เลือกตั้ง) เองนั้นแหละที่ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น “อย่างแท้จริง” ของมนุษย์ต่อไป และตกเป็นเครื่องมือของวาทกรรมต่างๆ ของอำนาจนำในสังคมต่อไป กล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือ “ด้วยคติทัศน์แบบนี้” ระบบการลงคะแนนนั้นนอกจากจะเป็นระบบที่แสดงถึงสิทธิอันแท้จริงในฐานะประชาชน (Citizen) แล้ว ในทางกลับกัน มันยังเป็นเครื่องมือ “ริบเอาสถานะการเป็นประชากรที่ว่านั้นกลับคืนด้วย” ฉากนี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คงไม่ประหลาดนักหากจะมองไปในทิศทางดังกล่าว

อีกฉากหนึ่งที่ทรงอิทธิพลในหนังนั้น เป็นฉากสั้นๆ ที่ Cheswick (คนไข้อีกคนในวอร์ด มีบทบาทพอสมควรในภาพยนตร์) เรียกร้องเอาบุหรี่ของตนจาก Ratched (Cheswick shouts: “I WANT MY CIGARETTES!!!”) หลังจากที่ Ratched มีนโยบายริบบุหรี่ของทุกคนไว้ และตนเป็นผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวในการตัดสินใจให้บุหรี่ จุดนี้เองที่เป็นการสะท้อนกร้าวถึงหลักการของฝ่ายซ้าย หรือชโลมไปด้วยความเป็นซ้าย ด้วยหลักการ “บังคับรวมศูนย์ (Forced Collectivization)” ซึ่งสุดท้ายก็นำมาซึ่งความวุ่นวายมากมายตามมา และจบด้วยการบังคับให้จำยอมต่อโครงสร้างอำนาจของโรงพยาบาล ด้วยการส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสมอง การจิกกัดอย่างร้อนแรงนี้คงไม่ต่างจากการครอบงำของมายาคติตามหลักการของฝ่ายซ้าย ที่มักจะตามมาด้วยการลุกฮือต่อต้านของประชาชน และจบลงด้วยการปราบปรามอย่างโหดร้ายในที่สุด

โดยสรุปก็คือ ภาพยนตร์บ้าก็บ้าวะ นี้นั้นไม่ได้ตั้งคำถามต่อกระแสคิด หรือสำนักความคิดใดเป็นการเฉพาะ หากแต่ตั้งคำถามต่อตัวภาวะสมัยใหม่ทั้งมวล ซึ่งในจุดนี้อาจจะนับได้ว่าเป็นจุดร่วมที่เป็นรูปธรรม และชัดเจนที่สุดเพียงหนึ่งเดียวระหว่างกระแสคิดแบบเสรีนิยม (Liberalism) และมาร์กซ์ (Marxism) นั่นคือ ทั้งคู่ต่างเป็นแนวคิดของภาวะสมัยใหม่ หรือเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับ และรับใช้ภาวะสมัยใหม่นั่นเอง

ประเด็นต่อมา คือการตั้งคำถามต่อโลกสมัยใหม่ว่า ภาวะสมัยใหม่นั้นได้ก่อให้เกิด “มนุษย์ตามแบบแผน (Patternized Man)” ขึ้นมาหรือไม่ ภายใต้การบงการของ “อภิเรื่องเล่า (Metanarrative)” บางอย่างที่ภาวะสมัยใหม่ได้กระทำการสมสู่ และให้กำเนิดขึ้นมา

ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาลทางจิตของภาพยนตร์เรื่องบ้าก็บ้าวะ นี้ เสนอภาพนี้จี้สองนัยตาของเราตลอดเวลา ว่าทำไมคนไข้อย่าง Billy, Martini, Cheswick, และอื่นๆ จึง “เลือก” ที่จะเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ และปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด (จนกระทั่ง McMurphy เข้ามา)

คำถามในจุดนี้ชักชวนให้คิดเลยเถิดไปถึงการโดนกล่อมเกลาของคนในยุคสมัยใหม่ จนมีแบบแผนพฤติกรรม หรือคุณค่าการยอมรับร่วมที่ถูกรวมศูนย์เข้าเป็นหนึ่งเดียว และทลายความแตกต่าง (De-diversity) ของความเป็นมนุษย์ลง ลดทอนคุณค่า หรือความเชื่อแบบอื่นๆ นอกจาก อภิเรื่องเล่าของสมัยใหม่ ให้ด้อยคุณค่าลง หรือนั่นก็คือ การทำให้กระแสความคิดเพียงแบบเดียวที่สามารถนับได้ว่ามีคุณค่า ถูกต้อง และควรประพฤติปฏิบัติตาม ตัวอย่างมากมายปรากฏขึ้นแก่สายตาตั้งแต่เรื่องในระดับส่วนบุคคลที่สุดอย่างเรื่องความรัก, เพศ, ศาสนา, ไปจนถึงการเมืองการปกครอง คือ เป็นการสร้างสังคมที่ถูกทำให้เหมือนกัน (Homogenized Society) ไปเสียหมด และมนุษย์ก็กลายเป็นเหยื่อของกระแสความคิดดังกล่าวนี้ และยอมรับมัน เคารพมัน เสียยิ่งกว่าความต้องการแท้จริงของตน ทั้งโดยรู้ตัวในบางโอกาส และในบางเรื่องก็ไม่มีโอกาสจะรู้ตัวเลย

กลับเข้ามาดูที่ตัวภาพยนตร์ การที่เหล่าคนไข้นั่นสมยอมต่อระบบ แม้มันจะขัดกับผลประโยชน์ หรือความต้องการแท้จริงของพวกเขา นั่นเป็นเพราะโครงสร้างของระบบ และภาวะสมัยใหม่ “ไม่อนุญาตให้พวกเขาคิดเป็นอื่น” ได้หรือไม่ พวกเขาถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ (Dehumanize) โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว (หรือบางครั้งกรณีที่แม้จะรู้ตัว อย่าง Chief Bromden แต่ก็กล่าวได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่น หากต้องการจะมีชีวิตรอดในกระแสสมัยใหม่ได้) และต้องยอมตกเป็นทาสอย่างไม่อาจขัดขืนได้ของกระแสสมัยใหม่หรือไม่ พวกเขาถูกทำให้คิดว่าพวกเขานั้นแตกต่าง ผิดปกติ หรือประหลาดจนไม่อาจจะมีที่อยู่อื่นที่จะอยู่ได้อย่างสบายใจ อย่างศูนย์การค้าสัญญะแห่งความปกติ อย่างโรงพยาบาลทางจิตนี้หรือเปล่า และการบีบให้โรงพยาบาลทางจิตนี้เป็นเพียงสถานที่เดียวที่กระแสสมัยใหม่จะอนุญาตให้อยู่นั้น ก็เพื่อให้รักษาสภาพความเป็นปกติของโลกสมัยใหม่ไว้ให้ยั่งยืน มากกว่าเพื่อประโยชน์ในฐานะมนุษย์ของคนเหล่านี้เองหรือเปล่า

สิ่งที่น่าสนใจต่อมาก็คือ “บทบาท” ของ McMurphy นั่นเอง หากเราจะมองตัวโรงพยาบาลทางจิตนี้ในฐานะตัวแทน (Representative) ของภาวะ หรือโครงสร้างสมัยใหม่แล้วตัว McMurphy เองก็คงจะไม่ต่างอะไรจาก “กระแสแห่งการต่อต้าน หรือกระแสแห่งการปฏิวัติ (Revolutionary Spirit)” ที่เข้ามาท้าทายต่อการคงอยู่ของสภาะสมัยใหม่นั้นๆ ด้วย ฉะนั้นการจะกล่าวว่า McMurphy เป็นภาพตัวแทนของกลุ่มแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ (Post-Modernism) หรือ หลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) ก็คงไม่เกินเลยไปนัก

แต่ก่อนที่จะมองอะไรเกินกว่าจุดนี้ออกไป สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้วนถือครองพลังแห่งสัมพัทธนิยม (Power of Relativism) ไว้กับตัวทั้งสิ้นตัวภาวะสมัยใหม่เองก็เช่นกัน สิ่งที่เคยเป็นภาวะสมัยใหม่ในตอนนี้นั้น ก็ย่อมเคยเป็นภาวะ “หลังสมัยใหม่” ของภาวะสมัยใหม่ชุดก่อนมาก่อนดุจเดียวกัน และก็อุดมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติไม่ได้ต่างกัน โดยไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นความคิดของสำนักใด เช่น แนวคิดเรื่องสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) เองครั้งหนึ่งก็เคยเป็นแนวคิดสมัยใหม่ในสังคมยุคหนึ่ง และเสรีนิยม หรือประชาธิปไตย หรือสังคมนิยม ก็เป็นสิ่งที่เข้ามาท้าทายแนวคิดแห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ในฐานะแนวคิดสมัยใหม่ในตอนนั้น) และสามารถล้มล้างมันลงได้ และสุดท้ายตัวแนวคิดเหล่านี้ ที่เดิมเคยเป็นแนวคิดหลังสมัยใหม่ ที่เข้าถาโถมต่อสู้ท้าทายแนวคิดสมัยใหม่ ก็กลับกลายมาเป็นแนวคิดสมัยใหม่เสียเอง ที่เฝ้ารอตนเองจนถึงจุดที่อิ่มตัวพอ เพื่อให้กำเนิดผู้ท้าทายคนใหม่นั่นเอง ประเด็นในจุดนี้นั้นสำคัญ คือ การเข้ามาท้าทายของปรัชญาใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ ต่อของเดิมนั้น ไม่ใช่เรื่องพิเศษ หรือเฉพาะกรณีอะไรไป แต่มันเป็นเรื่องสามัญที่เกิดขึ้นมาตลอดช่วงเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์ ตั้งแต่กบฏทาส นำโดยสปาร์ตาคัส มาจนถึงสำนักหลังโครงสร้างนิยมที่กำลังผงาดขึ้นอยู่ และท้าทายภาวะสมัยใหม่อยู่อย่างร้อนแรง อย่างในขณะนี้

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ตัวตนของ McMurphy จึงไม่ใช่ “สิ่งแปลกปลอมต่อประวัติศาสตร์” แต่อย่างใด หากแต่เป็นปรากฏการณ์อันปรกติยิ่ง แต่หาก McMurphy (ในฐานะตัวแทนของภาวะหลังสมัยใหม่/หลังโครงสร้างนิยม) จะเป็นสิ่งแปลกปลอมแล้ว ก็คงจะเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อตัวภาวะสมัยใหม่โดยเฉพาะเสียมากกว่า และแม้จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ภาพยนตร์ได้สร้างบทบาทของ McMurphy ให้สอดคล้องกับวิถีความคิดแบบหลังสมัยใหม่อยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการพยายามทำลายอภิเรื่องเล่าให้หมดลง หรือเข้าปะทะกับอภิเรื่องเล่าแห่งยุค อย่างระบบโครงสร้างของโรงพยาบาลทางจิต การไม่ยึดติดกฏเกณฑ์ แต่หาได้ขาดไร้ซึ่งเหตุผลไม่ กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ McMurphy ต้องถูกพิพากษาว่าเป็นคนบ้าไปเสีย หรือในอีกทางหนึ่งก็คือ ภาพยนตร์กำลังบอกเราว่า ใครก็ตามที่ไม่เห็นพ้องกับโครงสร้างอำนาจหลัก ย่อมพร้อมที่จะถูกเฉดหัวทิ้งออกมาอย่างไม่ปราณีปราศัยทั้งสิ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องนำมาขบคิดก็คือ นัก (กระแส) ต่อต้าน (Rebellious Man) อย่าง McMurphy นั้น สำหรับภาวะสมัยใหม่ (โรงพยาบาลทางจิต) แล้ว เป็นเพียงแมลงที่น่ารำคาญใจเล็กๆ ตัวหนึ่ง หรือเป็นเกล็ดย้อน (Reversed Scale: Forbidden Spot) ของภาวะสมัยใหม่ ที่ไม่อาจจะปล่อยเอาไว้ได้

อาจกล่าวได้ว่าภาพยนตร์เสนอภาพของนักต่อต้านอย่าง McMurphy ในสายตาของภาวะสมัยใหม่ออกเป็น 2 ระดับ (Degree) ในระดับที่ภาวะสมัยใหม่เห็นชัดเจนว่าอยู่ในระดับที่ไม้เป็นพิษเป็นภัยอะไรร้ายแรง และยังคาดคำนวนว่ายังสามารถอยู่ในการควบคุมของตนได้โดยง่ายอยู่นั้น McMurphy ก็อาจจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากแมลงหวี่ตัวจ้อยในสายตาภาวะสมัยใหม่ ที่ในระดับหนึ่งการปล่อย McMurphy ไว้อย่างนั้น ในบางมุม ยิ่งจะเป็นการขับเน้น (Stressing) ความสำคัญของตัวโรงพยาบาล หรือภาวะสมัยใหม่เองเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อไหร่ที่ตัว McMurphy ดูจะเกินการควบคุม และสร้างความวุ่นวายให้แก่โครงสร้างจนเกินจะเมินเฉยได้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการขโมยรถบัสออกไปเที่ยวเล่น ร่วมกับเพื่อนร่วมโรงพยาบาล) สถานะของนักต่อต้าน ในสายตาภาวะสมัยใหม่นั้น ก็อาจจะกลายมาเป็นสิ่งที่พร้อมจะจัดการขั้นเด็ดขาดได้ทุกเมื่อ เพราะโดยพื้นฐานของภาวะสมัยใหม่นั้นก็คือการสร้างความเหมือนกันขึ้นมา ดังได้กล่าวไปแล้ว ฉะนั้นการเรียกร้อง และนำพาซึ่งความต่าง กับการท้าทายที่เกินพอดีต่อระบบ นั้นก็คงจะเป็นเหตุผลให้ในท้ายที่สุดแล้วการปฏิวัติของ McMurphy ต้องทลายลง เมื่อไปแตะเข้าเกล็ดย้อนของภาวะสมัยใหม่ และนั่นทำให้สุดท้าย McMurphy ต้องถูกทำลายความเป็นมนุษย์อย่างสัมบูรณ์ (Absolute Dehumanized) และกลายสภาพมาเป็นสิ่งที่ Giorgio Agamben เรียกว่า “ชีวิตอันกลวงเปล่า (Bare Life / Homo sacer)” หรือชีวิตที่ทำลายทิ้งได้ทุกเมื่อ แต่ไม่มีแม้แต่ค่าที่จะใช้เพื่อบวงสรวงใดๆ[7]

ประเด็นสุดท้ายสำหรับส่วนนี้นั้น งานชิ้นนี้อยากจะกล่าวถึง “วิถีทาง” ในการจะก้าวพ้น หรือหลุดพ้นจากภาวะสมัยใหม่ที่ภาพยนตร์บ้าก็บ้าวะ ได้นำเสนอออกมาอย่างน่าสนใจ มีอย่างน้อยที่สุด 3 วิถีทางด้วยกัน เส้นทางที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นแนวทางของเรื่องทั้งหมด โดยหลักๆ ก็คือ การปลุกกระแสต้านภาวะสมัยใหม่ อย่างที่ McMurphy ทำ ซึ่งก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงมาก และอาจจะจบลงด้วยการกลายมาเป็นชีวิตอันกลวงเปล่า อย่างที่ McMurphy โดนกระทำก็เป็นได้, แนวทางที่สองคือ ตามรอย Chief Bromden ซึ่งได้รับการจุดไฟแห่งการปฏิวัติจาก McMurphy นั่นก็คือ การหนีออกไปจากปริมณฑลแห่งกระแสความเป็นสมัยใหม่ให้ไกลที่สุด ซึ่งภาพยนตร์เองก็จบลง ณ จุดนี้ โดยไม่ได้ให้คำตอบเช่นกันว่า จะสามารถหนีออกไปได้พ้นหรือไม่ หรือแม้แต่มีชีวิตรอดหรือไม่ นั่นคงเป็น “ความเสี่ยง” ที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อกับเราถึงทางเลือกนี้, และสุดท้าย ซึ่งอาจจะนับได้ว่าสุดขั้ว (Radical) ที่สุด แต่ในอีกทางหนึ่งก็แน่นอนที่สุด ว่าจะสามารถหลุดออกจากสภาวะสมัยใหม่ได้นั่นก็คือ การตามรอย Billy หรือก็คือ “ความตาย” ในเมื่อที่เราต้องทนกล้ำกลืนอยู่ภายใต้กระแสคิดแบบสมัยใหม่ ที่กดทับเราเอาไว้ อย่างไม่เหลือทางเลือกอื่นนั้น ก็เพื่อ “ความอยู่รอด” ฉะนั้น ก็ไม่ต้องอยู่รอดมันเสียเลย ก็ไม่ต้องอิงตัวเองกับภาวะสมัยใหม่อีกต่อไปนั่นเอง

อธิบายเชิงอุปลักษณ์ด้านการเมืองโลก (Global Political Metaphor)

Roland Barthes มองว่า “ไม่มีงานเขียน/ตัวบทใดที่เก่าแก่ ล้าสมัย แต่งานเขียน/ตัวบทจะมีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เนื่องจากคนอ่าน/คนเขียนต้องนำประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปปะทะในการอ่าน/เขียน ฉะนั้น งานเขียน/ตัวบททุกชิ้นจึงชวนให้เราขบคิดใหม่ (rethought) ได้เสมอ”[8] ด้วยเหตุนี้ คงจะไม่เป็นการประหลาดนัก หากเราจะลองนำภาพที่ภาพยนตร์เสนอ มาเทียบเคียงดูกับ “ความเป็นปัจจุบัน” ที่เราสัมผัสอยู่

ดังได้กล่าวมาแต่ต้นที่สุดว่าสถานะของ “คู่ตรงข้าม” นั้น ช่วยส่งเสริมให้แต่ละฝ่ายมีตัวตน และมีวามสำคัญขึ้นมา กล่าวคือ เป็นความแตกต่าง ขัดแย้ง ไม่ลงรอยกัน ที่จำเป็นต้องมีอยู่ เพื่อคงสถานะของแต่ละฝ่ายไว้ ไม่เว้นแม้แต่ “จักรวรรดิ (Empire)” หรือเจ้าอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

การคงอยู่ของจักรวรรดินั้น ไม่ได้อิงแอบอยู่เฉพาะเรื่องของอำนาจในทางกายภาพ (Physical Power) อย่าง จำนวนอาวุธ, ปริมาณกองกำลัง, หรือเทคโนโลยีการสงครามที่ทันสมัยแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งแน่นอนในส่วนนี้ยิ่งครอบครองไว้มาก ก็ยิ่งมีอำนาจในการกระทำสูง สามารถเป็นประเทศที่มีอาวุธทำลายล้างสูงในครอบครองมากที่สุดในโลก แต่เที่ยวด่าประณามประเทศอื่นที่คิดจะถือครองบ้างได้อย่างสบายๆ และหน้าไม่แดง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ที่ละเลยไม่ได้นั่นก็คืออำนาจชักจูงทางจิตวิญญาณ (Spiritual Persuaded Power) ที่มีต่อการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นในการมีอยู่ของจักรวรรดิ” นั่นเอง

อะไรทำให้อำนาจนำของระบบโลกอย่างเจ้าจักรวรรดิอย่างสหรัฐอเมริกามีความสำคัญขึ้นมา ในระดับหนึ่งคงหนีไม่พ้น “คู่ตรงข้าม” ที่ช่วยส่งเสริมความสำคัญของสหรัฐอเมริกาเองให้เข้มข้นขึ้น (Intensify) แม้ในทางหนึ่ง คงจะปฏิเสธได้ยากว่าคู่ตรงข้ามที่สุดของสหรัฐอเมริกาในขณะนี้นั้น เป็นคู่ตรงข้ามที่สหรัฐอเมริกาสถาปนาขึ้นมาด้วยน้ำมือสหรัฐเองเลยทีเดียว[9]

ฉะนั้นขบวนการก่อการร้าย (Terrorist Movement/Group) ต่างๆ หรือ “รัฐอันธพาล (Rogue States)” ทั้งหลายนั้น จึงเป็นคู่ตรงข้ามของสหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะทำหน้าที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาแล้ว (โดยไม่ต้องลงไปในข้อเท็จจริงที่หนักข้อขึ้นอีกว่าใครกันแน่คือผู้ก่อการร้ายสากล หรือใครกันแน่ที่เป็นรัฐอันธพาลอย่างแท้จริง) ยังทำหน้าที่เสริมความเข้มข้นให้กับความสำคัญของการมีอยู่ของเจ้าจักรวรรดิอย่างสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ด้วยความที่ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ถูกเรียกว่าการก่อการร้าย และรัฐอันธพาลนั้น ต่างหากที่ตกเป็นเหยื่อของวาทะ (มายาคติ) ที่สหรัฐอเมริกาผลิตขึ้น และเราก็ทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคสัญญะที่เลอเลิศ ความหวาดกลัวต่อมายาคติที่สหรัฐอเมริกาปลุกปั่นขึ้น อย่างไม่รู้หน้ารู้หลังนี้เองที่ทำให้ “เราต้องการผู้พิทักษ์ ผู้จะมาปกป้องดูแลเรา (จากมายาคติที่คนผู้นั้นก่อขึ้นให้เรากลัว!)”

McMurphy เองก็คงมีสภาพไม่ได้ต่างอะไรไปจากกลุ่มก่อการร้าย ที่กลายมาเป็นเหยื่อของวาทะ ของอำนาจนำอย่าง นายแพทย์ Spivey, Ratched, และโครงสร้างระบบอำนาจแห่งโรงพยาบาลทางจิต และสังคมทั้งองค์รวมเลย แม้การมีอยู่ของ McMurphy จะคุกคามต่อตัวโรงพยาบาลทางจิต แต่ก็ยิ่งเสริมสร้างความสำคัญ ขับเน้นความจำเป็นของโรงพยาบาลทางจิตออกมาอย่างเต็มที่ เพราะแม้ตัว McMurphy จะเที่ยวก่อเรื่องมากมายกับโรงพยาบาลทางจิต แต่ก็เพราะมีคนอย่าง McMurphy นี้ไม่ใช่หรือ เราจึงต้องการโรงพยาบาลทางจิตเพื่อมากำราบคนเหล่านี้ การก่อการร้ายเองก็เช่นกัน แม้มันจะคุกคาม รุกรานสหรัฐอเมริกา แต่มันก็เป็นสิ่งที่สหรัฐไม่อาจจะขาดได้เช่นเดียวกัน เพราะการก่อการร้ายนี้เองที่ทำให้เรา (ผู้บริโภคสัญญะที่ดี) รู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย ถูกคุกคาม และต้องการการปกป้องจากสหรัฐอเมริกา แม้ในเบื้องหน้าเราจะด่าประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกาในหลายบทบาท แต่ในใจลึกๆ ก็ไม่อาจจะรู้สึกปลอดภัยจริงๆ ได้ หากขาดซึ่งสหรัฐไป

ประเด็นสุดท้ายของส่วนนี้ และของงานเขียนชิ้นนี้อยู่ที่สัญญะที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ได้ช่วยเราทำการ “แบ่งประเภทคน” ได้อย่างน่าสนใจมากๆ โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มเป็นอย่างต่ำที่สุด (ซึ่งหากแบ่งอย่างจริงจัง อาจจะแบ่งได้ 4 – 5 กลุ่ม แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ขับเน้นออกมาจริงๆ เพียง 3 กลุ่ม) คือ

-          มนุษย์ปกติที่ปกติ (Normal Normal People)

-          มนุษย์ไม่ปกติที่ปกติ (Normal Abnormal People)

-          มนุษย์ไม่ปกติที่ไม่ปกติ (Abnormal Abnormal People)

ในภาพยนตร์ได้สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนถึงคนที่ถูก “ระบบ/โครงสร้าง” จัดวางให้เป็น หรือมีสถานะเป็น “มนุษย์ปกติที่ปกติ” อันได้แก่ คนทั่วไปภายในเรื่องตั้งแต่ นางพยาบาล, หน่วยรักษาความปลอดภัย, ไปจนถึงแพทย์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสมยอมเข้ากับระบบได้อย่างเข้าที่เข้าทางที่สุด ในขณะที่ “มนุษย์ไม่ปกติที่ปกติ” นั้นก็คือ มนุษย์ที่มีพฤติกรรม ผิดแปลกไปจากวัฒนธรรมหมู่ของสังคม แต่ก็ยังคงยอมรับ และสมยอมให้กับอำนาจของระบบ/โครงสร้าง ที่จะเข้ามาจำกัดบทบาท และสถานะของตน ไม่ได้ทำการต่อสู้กับระบบอะไร ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ตามที กลุ่มนี้ก็ได้แก่ คนไข้ในวอร์ดเช่น Billy, Cheswick, Martini, และอื่นๆ (สมยอมโดยไม่รู้ตัว) และ Chief Bromden (สมยอมโดยรู้ตัว/จำยอม)

ประเภทสุดท้าย ซึ่งก็คือ “มนุษย์ไม่ปกติที่ไม่ปกติ” ซึ่งหาใช่ใครอื่น นอกเหนือไปจาก McMurphy นี่เอง ภาพยนตร์ได้ฉายให้เห็นถึงการถูกจัดวางบทบาท และสถานะของเขา อย่างอิหลักอิเหลื่อบนปริมณฑลทางอำนาจของโครงสร้าง และวัฒนธรรมหมู่ เพียงเพราะว่าเขานั้นมีพฤติการณ์ที่แตกต่างจากวัฒนธรรมหมู่ และไม่ยอมรับต่ออำนาจของระบบเท่านั้น

ประเภทของมนุษย์นี้เองที่เทียบเคียงได้กับ รัฐ และกลุ่มการเมืองของโลกในปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจไปด้วย ดังนี้

1) มนุษย์ปกติที่ปกติ – คงพอเทียบเคียงได้กับรัฐที่ “ถูกเรียก (หรือเรียกตัวเองว่า)” เสรีประชาธิปไตย อย่างประเทศทั่วๆ ไปในโลก เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อินเดีย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, ฯลฯ แน่นอนรวมถึงเจ้าอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกาด้วย[10]

2) มนุษย์ไม่ปกติที่ปกติ – อาจเทียบเคียงได้กับรัฐที่ไม่ได้เป็นเสรีประชาธิปไตยอย่างชัดเจน แต่สมยอมรวมอยู่กับโครงสร้างของรัฐเสรีประชาธิปไตยอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว เช่น ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์, จีน, ฯลฯ ที่เงื่อนไขทางการเมืองแทบทุกประการที่ตรงข้ามกับรัฐเสรีประชาธิปไตย ประณาม จู่โจม ด่าว่า (และด้วยมาตราฐานแบบสหรัฐอเมริกา แม้แต่ “โจมตี”) แต่รัฐเหล่านี้จะได้รับความเอ็นดูอย่างมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบ สมยอมอย่างไม่พิรี้พิไร

3) มนุษย์ไม่ปกติที่ไม่ปกติ – ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในที่นี้ก็คือ รัฐอันธพาล (Rogue State), รัฐนอกคอกบางรัฐ (Pariah States), และกลุ่มก่อการร้าย ที่มีพฤติการณ์ที่ “ผิดแปลก” ไปจากมาตราฐานวัฒนธรรมหมู่ ที่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรจากกลุ่ม 2 นัก แต่ก็จะไม่ได้รับการเมินเฉย แต่กลับกลายเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ที่เกรี้ยวกราดรุนแรงไป พร้อมไปกับการสร้างสัญญะแห่งความหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน ทั้งๆ ที่พฤติการณ์คุกคามต่อโครงสร้างโลกไม่ได้ต่างจากกลุ่มที่ 2 เลย แต่ความรู้สึกหวาดหวั่นที่มีต่อรัฐ หรือกลุ่มเหล่านี้แตกต่างไปมาก เพราะพวกมันกลายไปเป็นเหยื่อของวาทะ และเพียงเพราะพวกมันไม่สมยอมต่ออำนาจของเจ้าจักรวรรดิก็เท่านั้น

สรุป

ภาพยนตร์เรื่องบ้าก็บ้าวะ นี้นั้นสะท้อนอย่างรุนแรงถึงโครงสร้างแบบคู่ตรงข้ามที่ฝังตัวอยู่ในตัวมนุษย์ (รวมถึงผู้กำกับอย่าง Forman ด้วย) และสังคมของมนุษย์ทั้งมวล ในระดับหนึ่งผู้เขียนเชื่อว่ารูปแบบของคู่ตรงข้ามที่สะท้อนอยู่ในภาพยนตร์นี้เองที่เป็นคำตอบของทฤษฎีโลกของแบบของเพลโต้ ที่มองว่าเราจะต้องมี “แบบ” ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน จึงจะนึกถึงสิ่งนั้นๆ ได้ (เช่น การจะรับรู้ว่าสิ่งตรงหน้าคือหนังสือ ก็ต้องมีแบบ หรือภาพของหนังสืออยู่ในหัวก่อนแล้ว) แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เกินกว่าในจุดนี้คือ “แบบ” ที่ว่านั้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรล่ะ แบบ (Form) ของคนปกติที่เราสามารถสร้างขึ้นในหัวของเรา เป็นแบบให้เราได้นั้นมันมาจากไหนล่ะ? ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ให้คำตอบกับเราไว้แล้วว่า “แบบ” ของคนปกติเหล่านั้น จะถูกสร้างขึ้นในสมองเราได้ก็ต่อเมื่อมีคนอย่างพวก McMurphy มาสร้างความต่าง มาเป็นคู่ตรงข้าม “ให้ความจำเป็นในการสร้างแบบ” เกิดขึ้นเสียก่อนนั่นเอง และวิถีแบบนี้เองก็เกิดขึ้นในทุกๆ ระดับ ทั้งทางการเมืองระดับโลก หรือในชีวิตประจำวันของเราที่เป็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


[1] Online Access: http://en.wikipedia.org/wiki/One_Flew_Over_the_Cuckoo%27s_Nest_(film) [Date of Access: 10 March 2010].

[2] ในจุดนี้ที่สรุปแต่เพียงหยาบๆ เป็นความตั้งใจที่จะไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อย่างมากมายจนเกินไป เพื่อไม่เป็นการทำลายอรรถรสของงานชิ้นนี้เอง และต่อผู้อ่านที่ยังไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวด้วย

[3] นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เป็นนักคิดคนสำคัญของสำนักโครงสร้างนิยม และสัญวิทยา (Semiology)

[4] อาจศึกษาประเด็นเหล่านี้โดยละเอียด เพิ่มเติมได้จากผลงานที่ยอดเยี่ยมของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ใน; ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, Semiology, Structuralism, Post-Structuralism and the Study of Political Science: สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์, (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2545).

[5] ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, เชิงอรรถวัฒนธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2546), น 170.

[6] ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์, เพิ่งอ้าง, น. 168.

[7] Giorgio Agamben, Homo Sacer: Sovereign Power and Bare Life, trans. Heller-Roazen, (CA: Stanford University Press, 1998), p 72.

[8] อ้างใน ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, Semiology, Structuralism, Post-Structuralism and the Study of Political Science: สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์, (กรุงเทพฯ: วิภาษา, 2545), น. 49.

[9] ในจุดนี้วิธีการมองบทบาทของสหรัฐอเมริกา กับการก่อการร้ายนั้น อาจทำได้อย่างน้อยที่สุดใน 2 วิถี อีกหนทางหนึ่งในการอธิบาย ก็คือ การยอมรับว่าแท้จริงแล้วตัวสหรัฐอเมริกาเองก็เป็นผู้ก่อการร้ายสากล ไม่ต่างจากอัลเคด้าด้วยเช่นกันก็ได้ ดูแนวคิดนี้ในรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก; กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช, การก่อการร้าย กับภาวะโลกาอสมมาตร (Terrorism and the State of Global Asymmetry), เข้าถึงได้จาก http://kritdikornwongswangpanich.wordpress.com/ [วันที่ทำการสืบค้น 12 มีนาคม 2553].

[10] กรณีของ “ประเทศไทย” นั้นอาจจะมีปัญหาในการแบ่งกลุ่มบ้างว่าจะจัดให้อยู่ในกลุ่มใด ต่อให้มี 4 ประเภท คือ “มนุษย์ปกติที่ไม่ปกติ (Abnormal Normal People)” ด้วย ก็ยังคงมีปัญหาในการแบ่งประเภทประเทศไทยอยู่ดีว่าจะเป็น “รัฐปกติที่ไม่ปกติ” หรือเป็น “รัฐไม่ปกติที่ปกติ”

Comments
One Response to “บ้าก็บ้าวะ (One Flew over the Cuckoo’s Nest) กับภาพหลอนของ “ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity)””
ติดตาม
Check out what others are saying...
  1. [...] บ้าก็บ้าวะ (One Flew over the Cuckoo’s Nest) กับภาพหลอนข… June 2010 1 Like on WordPress.com, 5 [...]



Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.