การตัดสิน และเรียกร้องทางเพศ: สัญญะ, อวัยวะเพศ, ร่างกาย, รสนิยม และความขบถ


[บทความชิ้นนี้ ยังไม่ได้ proof ภาษา และวิธีการเขียน ฉะนั้น อ่านแล้วอาจจะมึนๆ งง และรู้สึกยังไหลลื่น หรือต่อเนื่อง ทั้งนี้เป็นเพราะความขี้เกียจของผู้เขียนเอง ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย...ตอนนี้ก็ยังขี้เกียจอยู่ครับ]

 

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

-          สัญญะ, อวัยวะเพศ และร่างกาย

สิ่งที่ผมจะเขียนถึงในงานชิ้นนี้นั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องซ้ำซาก จำเจ ที่เห็นงานแนวนี้ผลิตออกมาไม่รู้กี่ชิ้นต่อกี่ชิ้นแล้ว มิพักตร์ ที่ผมจะเขียนนั้นแต่ละส่วนที่อ่าน จะรู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวเนื่อง ไม่ต่อเนื่อง (Fractured) กันนักเสียด้วยซ้ำ แต่ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันจะนำไปสู่ข้อสรุปแบบเดียวกัน ซึ่งในท้ายที่สุดผมคิดว่ามันจะไม่ถึงกับจำเจนัก

เริ่มแรกเลย ผมอยากจะนำเสนอภาพ 3 ภาพ ที่อยากจะให้ท่านได้ลองนึกถึง โดยกรอบ หรือมุมมองของเรื่องเพศ หรืออำนาจ/สิทธิทางเพศ ดู (แน่นอนว่านี่คือการพยายามจำกัดกรอบความคิดของท่าน โดยตัวผม)

(ภาพ 1 – สัญลักษณ์ MSN)

(ภาพ 2 – พระปรางค์)

(ภาพ 3 – ผู้หญิง กับการถูกกดขี่เชิงโครงสร้างวัฒนธรรม?)

ภาพทั้งสามนี้ เป็นหนึ่งในลักษณะของภาพที่ถูกนำมาใช้อภิปรายในเรื่องเพศ โดยเฉพาะอำนาจ และสิทธิของสตรีเพศมากมาย ในแง่ของสถานะในการครอบครองพื้นที่ทางสัญญะ และความเป็นจริงทางโครงสร้างของสังคม

ภาพที่ 1 หรือโลโก้ของ MSN (ที่ทุกวันนี้คนไม่ค่อยได้เล่นกันมากนักแล้ว) อันคุ้นหน้าคุ้นตานั้น ก็เป็นที่ได้รับการไถ่ถามถึงความเป็นธรรมทางเพศ และการมีอยู่ของสตรีเพศในพื้นที่ของการกลายเป็นสัญญะ (หรือส่วนหนึ่งของสัญญะ) นักสตรีนิยมมักจะพูดถึงโลโก้ หรือสัญญะในลักษณะนี้ว่า ขับเน้นเฉพาะ หรือคัดเลือกเอาเฉพาะภาพตัวแทนของเพศชายมาใช้ประกอบขึ้นเป็นโลโก้ ซึ่งย่อมแสดงถึงการถูกกีดกันทางพื้นที่ของเหล่าสตรี โลโก้ของ MSN ที่ดูจะไม่มีภาพตัวแทนของ “ความเป็นหญิง” อยู่ภายในเลย กลายเป็นดั่งเครื่องยืนยันความเชื่อของนักสตรีนิยมเหล่านั้น ว่าในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ได้ “ริบ” กระทั่งสิทธิในการแสดงถึงตัวตน และอำนาจของสตรีเพศ ออกจากพื้นที่ที่ธรรมดาสามัญ และดูจะไร้พิษสงที่สุดไปในที เป็นดั่งการกดจนถึงที่สุดในทางพื้นที่แห่งสัญญะ

ภาพที่ 2 หรือพระปรางค์ (ซึ่งโดยมากมีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกัน) นั้น ก็เชื่อว่ามีรากฐานทางความเชื่อมาจากรูปลักษณ์ขององคชาติ (จะของพระศิวะ หรือ _วย ใครก็ตามแต่) และเมื่อนำองคชาติ หรือรูปตัวแทนแห่งองคชาติยักษ์ มาตั้งไว้ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็เสมือนเป็นการบอกกล่าว หรือการบังคับเชิงวัฒนธรรมว่า “จงก้มกราบมหา_วยนี้เสีย” ซึ่งนักสตรีนิยมเชื่อว่าเป็นตัวแทนอำนาจของเพศชาย แน่นอนว่าการแสดงความนอบน้อมต่อองคชาติเช่นนี้ ในสายตานักสตรีนิยม ย่อมหมายถึงการยอมรับทางอำนาจด้วยว่า สตรีเพศยอมที่จะอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่า มิพักตร์มันยังเป็นการยินยอมอย่างศิโรราบ และราบคาบ ด้วยความเต็มใจของสตรีผู้เลือกที่จะศรัทธาในอิทธิแห่งองคชาตินี้เองแต่โดยดีเอง (แม้จะมีโครงสร้างวัฒนธรรมเชิงบังคับที่กดทับอยู่ก็ตาม)

ภาพที่ 3 หรือภาพที่พยายามสะท้อนชีวิตอันโหดร้ายของสตรีเพศในโลกจริง ที่เป็นเสมือนวัตถุทั้งทางความคิด และการกระทำของสังคมที่เพศชายเป็นใหญ่ มันคือภาพที่แสดงถึงภาระอันหนักหน่วง จาก “งานเหลือเลือก” ของเพศชาย และการโดนบังคับกำหนดบทบาท (Characterized) โดยโครงสร้างวัฒนธรรมทางสังคม มันเป็นการ “บังคับเลือก” โดยวัฒนธรรมว่า “งานแบบนี้แหละ คืองานของเพศหญิง” ประหนึ่งบ่วงคล้องคอสตรีเพศว่า นี่คืองานของพวกหล่อนนะ ซึ่งในสายตานักสตรีนิยมแล้ว เอาเข้าจริงๆ มันก็คืองานที่ชายในสังคมชายเป็นใหญ่ เกี่ยง หรือรังเกียจที่จะทำ และจับยัดให้กับสตรีเพศ เป็นงาน “เหลือเลือก” เอาไว้ให้ “วัตถุผู้ยินดีจะก้มกราบองคชาติยักษ์” อย่างพวกหล่อนได้ทำ เพื่อให้พวกหล่อนได้สามารถแสดงออกได้ถึงความเคารพ การอยู่ในโอวาท หรือการอยู่ใต้การบังคับบัญชา ของเพศชายผู้ยิ่งใหญ่

ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อลองชักนำให้ท่านคิดถึงภาพเหล่านี้ในกรอบของเรื่องเพศการเมืองแล้ว ท่านจะคิดดังว่ามาหรือเปล่า (และก็ใช่ว่าผมจะถึงกับใส่ใจอะไรมากนัก) และหากสิ่งที่ผมจะเขียนนั้น มันคือประเด็นต่างๆ ข้างต้น ก็คงไม่ต้องมาเขียน เพราะคนผลิตงาน และความคิดดังกล่าวในสายสตรีนิยมที่เข้าท่าเข้าทาง (หากนึกไม่ออก ก็กรุณา นึกภาพนักสตรีนิยมที่ตรงกันข้ามกับคุณระเบียบรัตน์ ทุกประการ) ก็ทำกันออกมามากมายแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะเสนอก็คือ ผมคิดว่าบางทีแนวคิด หรือข้อเสนอในรูปแบบดังกล่าวของนักสตรีนิยมเหล่านั้นต่างหากล่ะ ที่แทนที่จะช่วยดึงให้สถานะของ “เหล่าสตรี” ที่พวกเค้าพยายามจะช่วยให้สูงขึ้น กลับกลายเป็นต่ำลงแทนเสีย (แต่แน่นอนนักสตรีนิยมแบบระเบียบรัตน์นั้นคือการ “บดขยี้” การมีอยู่ของสถานะทางอำนาจของสตรีเพศ)

การมองเห็นภาพโลโก้ MSN ว่าเป็นภาพแทนของเพศชาย ที่มายึดครอง และไม่อนุญาตให้สตรีมีพื้นที่ทางสัญญะนั้นนั่นแหละ ที่เป็นการ “บังคับสร้างกรอบ (Framed)” ผู้หญิงเองว่า “คนที่เป็นสตรีเพศ ไม่มีสิทธิ์จะดูเป็นเช่นนั้นได้” คือ กลายเป็นว่า สัญลักษณ์ของตัวตุ๊กตุ่นที่ไร้ซึ่งโบว์ผูกหัว หรือกระโปรงคลุมช่องคลอด ถูกบีบให้แปลว่า “นั่นคือ (ภาพตัวแทน) ของเพศชาย” ไปเสีย การคิดเช่นนี้หรือเปล่าที่เป็นการบอก หรือตอกย้ำวาทกรรมว่า คนที่เป็น “หญิง” ไม่มีสิทธิ์จะถูกแทนด้วยสัญญะหัวโล้น โกนหัว ไร้กระโปรงคลุมจิ๋ม มันกลายเป็นว่าเหล่านักสตรีนิยมเองนั้นแหละที่ไปกำหนด “รูปลักษณ์อันพึงเป็นของผู้หญิง” ไปแทน ผมเองไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่สามารถมองโลโก้ MSN ว่าตัวหนึ่งเป็นหญิง อีกตัวหนึ่งเป็นชาย หรือเป็นหญิงทั้งคู่ได้ การ “เลือกมอง” (ทั้งโดยทั่วไป และแม้แต่ในหมู่นักสตรีนิยม) กลับเลือกที่จะมองมันในฐานะชายคู่ที่จะมาเบียดบังพื้นที่ของหญิงเท่านั้นไปเสียฉิบ

เช่นเดียวกันกับกรณีแรก แต่อาจจะมองอย่างแหกคอกอย่างหนักข้อขึ้นไปอีก คำถามคือ พระปรางค์อันมีรากฐานทางสัญญะมาจากองคชาตินั้น มันต้องแปลว่าคือเรื่องของเพศชายเท่านั้นหรือ ถามใหม่ก็คือ องคชาติ คือของของเพศชายเท่านั้นหรือ? (บางคนคงตอบกลับว่า “ก็ใช่สิวะ”) แต่ประเด็นของผมก็คือ เราตัดสินความเป็นหญิง – ชาย บนฐานของการมี หรือไม่มีไอ้จ้อนนี่เท่านั้นหรือ? เฉพาะข้อสรุปทางชีววิทยาเท่านั้นล่ะหรือที่ควรค่า และมีอำนาจสมบูรญาสิทธิ์ในการตัดแบ่งสถานะทางเพศ ว่านี่คือ ชาย นั่นคือหญิง? การปล่อยให้ข้อสรุปทางชีววิทยา มีอำนาจในการตัดสินสถานะของคน และความเป็นคน เกินกว่าความต้องการของคนๆ นั้นเอง เป็นสิ่งที่นักสตรีนิยม และ/หรือนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนกล่าวได้ว่าสมควรแล้วล่ะหรือ? คนที่มีองคชาติ ไม่สามารถจะ “เป็นสตรี” ได้หรือ แม้ความต้องการ และการรับรู้ของสิทธิเหนือร่างกายตนของคนผู้นั้นจะบอกอย่างเต็มที่ว่าตัวเขานั้นคือสตรี แต่เพราะองคชาติเพียงอวัยวะเดียว สิทธิในฐานะการเลือกเป็นสตรีของคนเช่นนี้จึงต้องจบลงเช่นนั้นหรือ? การมองเช่นนี้ และออกมาพูด (Claim) เช่นว่าไม่เป็นการทำให้สิทธิ และอำนาจของสตรีต่ำลง มากกว่าสูงขึ้นมิใช่หรือไร ปรากฏการณ์ในการเลือกมองนี้ ก็วางอยู่บนฐานทางตรรกะลักษณะเดียวกันกับคำอธิบายของรูปแรก คือ การมี “แบบ” ของผู้หญิงไว้ในใจก่อนไว้อยู่แล้ว (ซึ่งถูกมอมเมาด้วยมายาคติ และวัฒนธรรมที่ฝังรากมานานนม) และนำแบบของผู้หญิงตามใจเราเองมา ตัดสิน (Justify) ความเป็นหญิงของผู้อื่นไปด้วยในที การมีแบบในใจนี้เองแหละที่ทำให้เราเลือกที่จะมองพระปรางค์ หรือองคชาติยักษ์ในฐานะตัวแทนทางเพศ ของเพศชายเท่านั้น เราไม่อนุญาตให้องคชาติกลายมาเป็นตัวแทนของเพศหญิงได้เช่นกัน ไม่กล้าที่จะมองออกนอกแบบแห่งมายาคติว่า “คนมี_วยก็เป็นหญิงได้” ฉะนั้นการก้มกราบพระปรางค์ มันก็คือการกราบอวัยวะเพศหญิงก็ได้ หากคนที่เลือกมอง เลือกที่จะมองมันเช่นนั้น

สำหรับภาพสุดท้ายนั้น อาจจะยิ่งเป็นมุมมองที่อาจจะกล่าวได้ว่าสุดขั้ว (Radical) ที่สุดของผมก็ว่าได้ แต่ประเด็นนั้นคือเรื่องเดิมคือการ “เลือกมอง” เรามองร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่กำลังอุ้มลูก, ตากผ้า, ฯลฯ ผู้นั้นว่านั่นคือภาพของผู้หญิง ซึ่งชัดเจนทั้งลักษณะ และท่าทาง คนผู้นั้นคือมนุษย์เพศหญิง มีร่างกายเป็นหญิง นั่นคือมุมมองที่เราเลือกที่จะมอง แล้วเราก็พูดกันออกมาว่าเพศหญิงกำลังโดนกดขี่ แต่ก็อีกนั่นแหละ เราเลือกที่จะตัดสิน และจำกัดกรอบของความเป็นเพศหญิง ในขณะที่เที่ยวประกาศกร้าวถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในวงกว้างอย่างบ้าบอคอแตก เหนือกว่าอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง ร่างกายของคนเองนั้นแหละกลับกลายเป็น “คอก” ที่สกัดกั้นเสรีภาพในการมีอำนาจเหนือตัวตนของเราเอง โดยสังคม ไม่ว่าจะเป็นบุรุษ หรือสตรีภายในร่ายกายนี้ สังคมได้ตัดสิน (Judge) ลงไปแล้วว่าคุณเป็นหญิง หรือชาย โดยไม่ได้ให้อิสระในการตัดสินเหนือร่างกายของเราเอง แก่เรา ซึ่งในขณะเดียวกันกับที่สังคมมาตัดสินเรานั้น มันก็กลายมาเป็นการกล่อมเกลา และดึงเราเข้าสู่กระบวนการยอมรับคำตัดสินนี้ และไปร่วมตัดสินคนอื่นๆ ต่อไปด้วย แน่นอนว่าอาจจะมีข้อถกเถียงได้ว่าเราสามารถที่จะเลือกที่จะเป็น “ขบถ” ได้ (ซึ่งผมจะกล่าวถึงโดยละเอียดต่อไป) เช่น การเป็นเลสเบี้ยน, ทอม-ดี้, คู่เกย์, ฯลฯ แต่นั่นคือการเป็นขบถโดยมีฐานการยอมรับร่วมประการหนึ่งมิใช่หรอกหรือ? ฐานยอมรับถึงสถานะทางร่างกายของตนเองที่สังคมจัดระเบียบให้กับเรา การเป็นทอม มันก็คือการยอมรับโดยฐานหนึ่งมิใช่หรือว่าตนเป็นหญิงที่ต้องการจะเป็นชาย หรือเป็นหญิงที่มีใจเป็นชาย แต่อย่างน้อยที่สุด ในระดับโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดแล้ว นั่นคือการยอมรับว่าอย่างน้อยที่สุด ร่างกายตน (Physical Body) ของตนเป็นหญิง ซึ่งนั่นก็คือการเปิด และนอบน้อมต่ออำนาจของสังคมที่วางระเบียบให้กับร่างกายของเราอยู่ดี ฉะนั้น การที่นักสตรีนิยม ไปมองคนในภาพสุดท้ายว่าเป็นผู้หญิงที่ต้องตรากตรำทำงานอย่างหนัก โดยที่นักสตรีนิยมเหล่านั้นไม่สามารถ หรืออนุญาตให้พวกเขา/เธอเองสามารถมองภาพของคนๆ นั้นที่อุ้มลูกอยู่ (ด้วยร่างกายนั้น) ว่าเป็นเพศอื่นได้เลย นอกจากเพศหญิงเท่านั้นนั่นแหละ ที่เป็นการเข้าไปร่วมกดทับ และจัดระเบียบเหนือสิทธิทางร่างกายตนมากยิ่งขึ้นไปอีก นักสตรีนิยมเหล่านั้นที่เสมือนกำลังทำการต้านระเบียบโครงสร้างของสังคมเอง แท้จริงแล้วก็กำลังเป็นผู้ผลิตซ้ำที่สำคัญ และเสียงดังยิ่งของอีกมุมหนึ่งของระเบียบโครงสร้างที่พวกเขา/เธอพยายามกล่าวอ้างว่าจะทำลายล้างลงต่างหาก

-          รสนิยม (ทางเพศ) และความขบถ

เดี๋ยวนี้ เรื่องรสนิยมทางเพศ กลายมาเป็นหัวข้อพูดคุยที่เริ่มจะเป็นไปได้ขึ้นมากเรื่อยๆ หรือหากจะพูดให้ถูกอาจจะต้องพูดว่า มันเริ่มกลับมาพูดได้ใหม่อีกครั้งมากกว่า เพราะเดิมทีความหลากหลายทางรสนิยมทางเพศนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร แต่ด้วยอิทธิพลของศาสนาคริสต์ในช่วงยุคล่าจักรวรรดินิยม ที่ทำให้แนวคิดเรื่องรักร่วมเพศกลายเป็นเรื่องต้องห้ามไป (หรือหากจำเพาะเฉพาะในยุโรป เรื่องนี้มันกลายเป็นหัวข้อต้องห้ามก่อนนั้นอีกระยะหนึ่งแล้ว) ทั้งที่เดิมทีพฤติกรรมการรักร่วมเพศ โดยเฉพาะ ชายรักชาย นั้นเป็นเรื่องสามัญปกติเสียด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงๆ ในสังคม กรีก-โรมันโบราณ มันเป็นรูปแบบความรักที่พึงปราถนาที่สุดเสียด้วยซ้ำ [ประเด็นทางประวัติศาสตร์นี้ หาอ่านได้จากหนังสือที่ดีมากๆๆ ของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ชื่อ “เพศ”]

เมื่อกาลเวลาผ่านไป หลังจากที่มนตราทางศาสนาเริ่มเสื่อมคลายพลังความศรัทธาลงไปบ้าง ชาวตะวันตก ผู้ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเผยแพร่กระแส “รักร่วมเพศ รักต้องห้าม” ก็กลายมาเป็นผู้ที่ทำตัวเสมือนเป็นผู้รู้แจ้ง แล้วก็เริ่มเที่ยวประกาศความเป็นไทต่อประเด็นเรื่องรสนิยมทางเพศ แล้วเรียกร้องให้ประเทศตะวันออก[1] ที่พวกเขา/เธอได้บังคับยัดไอเดียเรื่องต้องห้ามเหล่านี้ ให้ทำตัวเป็นไทตามพวกเขา (Irony ชั้นต่ำสุดๆ) และมันก็ทำให้ช่วงนี้บรรยากาศในการพูดถึงเรื่องรสนิยมทางเพศที่มีตัวเลือกแพร่หลายมากขึ้นนั้น ได้รับการยอมรับมากขึ้น ผ่อนคลายขึ้นมาสักหน่อย แต่แน่นอน การเหยียดมันก็ยังคงมีอยู่ และดำเนินต่อไป

แต่ทีนี้ประเด็นแรกที่ผมอยากจะพูดเรื่องรสนิยมทางเพศก็คือ “การรับรู้ต่อการเลือกนิยมรสนิยม” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูจะง่ายเอามากๆ ธรรมดามากๆ กับการที่สมมติว่ามีคนมาถามคุณซึ่งเป็นผู้ชายว่า “มึงชอบผู้ชาย หรือผู้หญิงวะ?” แล้วชายคนนั้นตอบ (แบบจริงใจมากๆ คิดเช่นนั้นจริงๆ) ว่า “ชอบผู้หญิง” (คือนิยมรักต่างเพศ ในภาษาที่นิยมใช้กัน) แล้วทั้งตัวผู้ถาม และตัวผู้ตอบก็จะ “รับรู้ ต่อการเลือกนิยมรสนิยมทางเพศ” ของคนที่ถูกถามว่า ชายคนนั้นเป็นพวกรักต่างเพศ หรือไม่ใช่พวกนิยมการรักร่วมเพศนั่นเอง (อันนี้จะสมมติให้ชายคนนั้นหลุดจากระเบียบของสังคมว่าด้วยการมากำหนดเพศของร่างกายแล้ว หรือไม่ก็ได้ ตามที่พูดไปในหัวข้อก่อนแล้ว) แต่ประเด็นของผมคือ คำตอบที่จริงใจมากๆ นี้มันถูกต้อง (Valid) จริงหรือเปล่า?

เราสามารถ “ไม่เป็น” พวกนิยมรักร่วมเพศ โดยไม่เคยทดลองผ่านการเป็น “รักร่วมเพศ” มาก่อนได้จริงๆ ล่ะหรือ? มันก็เหมือนกับการถามว่าคุณชอบกินแกงเขียวหวานหรือเปล่า แล้วคุณตอบกลับไปอย่างจริงใจว่าไม่ชอบ ทั้งๆ ที่ชีวิตนี้ไม่เคยกินแกงเขียวหวานเลยนั้น มันเป็นไปได้หรือเปล่าในเชิงการตอบ? เราสามารถรับรู้ และตัดสินได้ว่าไม่ชอบโดยไม่สัมผัสมันก่อนกระนั้นหรือ? ประเด็นของผมตรงนี้นั้นมุ่งจะบอกว่า แม้แตนักเรียกร้องสิทธิทางเพศเอง อย่าว่าแต่คนในสังคมโดยรวมเลย ก็ตอบในลักษณะนี้เช่นกันว่า “ตนไม่ได้เป็นพวกรักร่วมเพศ แต่พร้อมเต็มที่ในการจะเรียกร้องสิทธิของชาวรักร่วมเพศ” (โดยที่เขาไม่เคยสัมผัสกับการรักร่วมเพศมาก่อน) ตัวผมเองกลับมองว่า การพูดอย่างจริงจัง และจริงจในลักษณะนี้ต่างหากล่ะ ที่แทนที่จะเป็นการช่วยลดทอน หรือผ่อนคลายความแน่นหนา ตึงเครียดของสังคมต่อรสนิยมทางเพศ “ที่ผิดไปจากโครงสร้างของระบบ (รักต่างเพศ)” กลับกลายเป็นการตอกย้ำอย่างรุนแรง แบบไม่รู้ตัว และน่ากลัวเสียยิ่งกว่าพวกที่ทำการเหยียดอย่างเปิดเผย เพราะพวกนั้นมันก็เหยียดของมันไป แบบชัดๆ และรู้ตัว สังคมก็รับรู้เช่นนั้น แต่กับคนที่เป็นนักเรียกร้องสิทธิที่ตอบเช่นนั้นอย่างจริงใจ โดยไม่เคยผ่านการเป็นรักร่วมเพศมาแล้วนั้นต่างหากล่ะ ที่เป็นการ “เหยียดรักร่วมเพศโดยไม่รู้ตัว” เป็นการเหยียดซ่อนรูป ที่ภายนอกแสดงออกเหมือนสนับสนุน แต่แกนกลางของความรู้สึก (ในระดับจิตไร้สำนึกที่ถูกครอบงำโดยสังคมอยู่) นั้น กลับกำลังเหยียดพฤติการณ์เช่นนี้เอามากๆ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ตลกดี

หนักขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง คือ ประเด็นที่สอง ที่ผมจะพูดถึง ก็คือ หากคุณเป็นรักร่วมเพศอยู่แล้วล่ะ (แล้วเคยผ่านการรับรู้ ทดลองการเป็นรักต่างเพศมาด้วย) คือ เหมือนจะผ่าน “ด่านแรก (ประเด็นที่ 1)” มาได้ด้วยดี แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมาเขียนถึง นั่นคือนัยยะเรื่องความเป็น “ขบถ” ต่อระบบของการเป็นรักร่วมเพศ

มีการนำเสนอออกมาหลายครั้ง ถึงข้อเสนอที่ว่า “การเป็นรักร่วมเพศนั้น เป็นขบถอย่างสุดขั้วที่สุด (Most Radical Form) เพื่อแสดงถึงสิทธิเหนือร่างกาย และความคิดของคนเรา” เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Fire ซึ่งเป็นภาพยนตร์ว่าด้วยการเป็นเลสเบี้ยนในสังคมที่ต่อต้านเรื่องแนวนี้ที่สุดอย่างประเทศอินเดีย (แน่นอนว่าเป็นภาพยนตร์อินเดีย ที่ถูกแบนในอินเดียไปในที่สุด) หรือนักคิด นักเขียนฝีปาก(กา) จัดจ้านอย่างคุณคำ ผกา ก็ได้เคยพูดไว้ในทำนองเดียวกันนี้ (ผมบังเอิญเห็นจากตัวอย่างเทปรายการ ของว้อยส์ทีวี ที่คุณคำ ผกาไปเป็นพิธีกร และทางว้อยส์นำมาใช้โฆษณารายการ)

ผมอยากจะเสนอว่า แท้จริงแล้วการคิดแบบนี้นั้น ผิด และข้อสรุปที่จะนำผมมาถึงจุดนี้นั้นคือผลรวมทั้งหมดจากสิ่งที่ผมเขียนๆ มา ที่มันดูไม่ต่อเนื่องกัน แตกกระจาย (Fractured) มากๆ นี่แหละครับ จากตอนแรกที่ผมพูดเรื่อง “สัญญะ, อวัยวะเพศ และร่างกาย” แล้วอยู่ๆ ก็กระโดดกระเด้งมาเขียนเรื่องรสนิยมจนกระทั่งส่วนเมื่อกี้นี้นั้น เพื่อจะนำมาสู่ข้อสรุปเดียวกันนี้ (แม้เนื้อหาอาจจะไม่เกี่ยวเนื่องการ แต่นำมาสู่ข้อเสนอเดียวกัน) นั่นคือ การเป็นรักร่วมเพศนั้นไม่ใช่การเป็นขบถต่อระบบอย่างถึงที่สุด ในทางตรงกันข้ามมันกลับเป็นการเข้าร่วมสังฆกรรมกับตัวระบบ (ที่พยายามอ้างว่าขบถอยู่นั้น) ในระดับหนึ่งด้วย

การเป็นรักร่วมเพศ อาจจะถูกมองในฐานะการเป็นไทขั้นสุดยอด การปลดแอกตนเองจากตรวนโซ่ของ “ระบบรักต่างเพศ แบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchic Heterosexuality)” อย่างถึงที่สุด มองว่ามันคือสัญญะของการต่อต้าน ที่หญิง และหญิงสามารถตอบสนองความต้องการทางเพศของพวกเธอได้ด้วยตัวของพวกเธอเอง โดยไม่ต้องพึ่งพิงเพศชายสักกระเบียด พร้อมทั้งเป็นการวางระเบียบโครงสร้างการเป็นครอบครัว และสังคมชุดใหม่ขึ้นมาอีกต่างหาก หรือในกรณีชายรักชายนั้นยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาเหล่านั้นถูกมองในฐานะที่ต่ำต้อยลงไปอีก เพราะในฐานะของการเป็นเพศชายผู้ยิ่งใหญ่แล้ว พวกเขากลับมีคนหนึ่งในนั้นที่ “ลดตัว” ไปรับบทบาทของหญิง และอีกคนก็น้อมรับบทบาทของอีกฝ่าย ฯลฯ ฯลฯ

ที่ผมเขียนมานั้น มันจึงดูไม่แปลกที่คนโดยมากจะพาลคิดกันไปว่าการรักร่วมเพศเป็นขบถขั้นสุดยอด แต่สาเหตุที่ผมบอกว่ามันไม่ใช่นั่นก็เพราะสุดท้ายนั่นก็เป็นเพียงการขบถภายใต้กรอบ หรือระเบียบที่ระบบยังอนุญาตให้คิด หรือขบถได้ เรามาเริ่มกันจากคำถามง่ายๆ กันก่อนว่า อะไรที่ทำให้เราต้องมองว่าคนที่ “นิยมเอา_วย ยัดตูดของคนที่มี_วยเหมือนกัน” นั้นเป็นพวกรักร่วมเพศ? หรือในทำนองที่คล้ายๆ กัน คือ อะไรที่ทำให้เราต้องมองคนที่ “นิยมเอาแท่งห่าอะไรสักอย่าง ร่วมกันยัดฮุยของกันและกัน” นั้นเป็นพวกรักร่วมเพศ?

ทีนี้ถามใหม่ต่อไป ในทำนองเดียวกัน อะไรที่ทำให้เราสรุปได้ในทันทีที่พบเห็นว่า คนที่เอา_วย ยัดฮุยอยู่นั้น เป็นพวกรักต่างเพศ? คำตอบของคำถามเหล่านี้ทั้งหมดมันคือสิ่งเดียวกันครับ นั่นคือ ระบบ, โครงสร้าง มันกำหนดให้คุณคิด คุณมอง คุณเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้น การเป็น “รักร่วมเพศ” ไม่ใช่การเป็นขบถอะไรที่มากมายเกินไปกว่าการเป็นขบถภายในกรอบที่ระบบหรือโครงสร้างอนุญาตให้คุณขบถได้ ซึ่งการเป็นขบถในลักษณะนี้เองที่ในทางหนึ่งกลายเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนให้คนระลึกถึงการมีอยู่ และ (สำหรับผู้นิยมในระบบ) รำลึกถึงความดีงามของการมีอยู่ของระบบได้ต่อไป

สำหรับผมแล้ว การเป็นขบถอย่างแท้จริงนั้น มันคือการไร้เพศต่างหาก ปัญหาที่ยังความฉิบหายให้กับเรื่องเพศในปัจจุบันนั้น หากไล่ให้ถึงรากเหง้าจริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ “การมีอยู่ของเพศ” ต่างหาก ไม่ใช่เพศไหน เหนือเพศไหน แต่เพราะมันมีการมีอยู่ของเพศต่างหาก มันจึงมีปัญหาอยู่อย่างทุกวันนี้ เพราะเราไม่สามารถมองว่า คนที่เอา_วยยัดรูตูดคนมี_วยอีกคนว่านั่นคือ สัมพันธ์ของกรกระทำ “ชุดเดียวกัน” กับคนที่เอา _วยยัดฮุยได้ต่างหาก

หากให้ผมเทียบเคียงกรณีนี้ง่ายๆ ก็เหมือนกับคนที่พยายามต้านการใส่ Uniform โดยที่การ “ไม่ใส่เสื้อ Uniform ที่โดนบังคับใส่มาเลย” นั่นอาจจะดูเป็นการขบถ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เค้ากำลังทำอยู่นั้นเองก็คือการ Uniform ตัวเอง “ไม่ให้ใส่เสื้อ Uniform ตัวนั้น” ต่างหาก การเป็นขบถที่แท้จริง มันคือการมองว่า เสื้อ Uniform ตัวนั้น (ที่โดนบังคับใส่) ไม่ได้ต่างอะไรกันกับเสื้อกล้าม หรือเสื้อยืดห่านคู่ที่บ้าน และพร้อมจะใส่มันในสถานะเดียวกันต่างหาก

ในทำนองเดียวกัน การเป็นขบถจริงๆ ของเรื่องเพศ มันคือการมองว่าไอ้คนที่มีร่างกายประกอบด้วยนมอวบอูม และฮุยนั้น เป็นเพศเดียวกันกับอีกคนที่ขนหน้าอกฟูฟ่อง และมี_วยลำเขื่องต่างหาก พูดง่ายๆ ก็คือ (หากจะขบถ) “มันต้องไม่มีห่าอะไรทั้งสิ้นที่เรียกว่า Heterosexual (รักต่างเพศ) หรือ Homosexual (รักร่วมเพศ)” เพราะในเมื่อมันไม่มี Sexuality (ความเป็นเพศ) ให้ไประลึกถึงเรื่องเหล่านั้นได้

ดังที่ผมได้ถามไปตั้งแต่ส่วนแรกว่า อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าคนในรูปสุดท้าย ที่กำลังอุ้มเด็กอยู่ 2 คน และตากผ้านั้นคือสตรี ผู้ถูกริดรอดสิทธิ นั่นเป็นเพราะตัวคุณเองนั่นแหละที่ไม่อนุญาตให้ “ความเป็นหญิง” อยู่นอกกรอบ ของคอกที่เรียกว่าร่างกายได้ การที่คุณบอกว่าตัวเองเป็นเกย์ หรือเลสเบี้ยน นั่นก็คือการกำหนดกรอบ (Framed) ตัวคุณเองว่าไม่อนุญาตให้ตัวคุณเองนั่นแหละมีร่างกายเป็นอีกเพศได้ คุณถึงต้องมาเรียกตัวเองว่าเลสเบี้ยน หรือเกย์ นี่ตางหากคือการเป็นขบถอย่างน่อมแน้ม ที่กลายมาเป็นการรักษาระบบรักต่างเพศที่ชายเป็นใหญ่ให้คงอยู่ต่อไป

หากคิดจะเรียกร้อง และกำหนดการตัดสินทางเพศในลักษณะอันเป็นขบถจริงๆ ต้องมองว่า ฮุย ไม่ได้ต่างกับ_วย, ร่างที่มีขนหน้าอกฟูฟ่อง กับร่างที่มีนมอวบตูม ไม่ได้ต่างกัน ต้องมองไม่ให้มีเพศใดๆ ต้อง Deconstruct (ทำลายล้าง) การดำรงอยู่ของ “เพศ” ครับ


[1] จริงๆ ผมเกลียดคำๆ นี้มากเลยนะ คือ เกลียดตรรกะการแบ่งขอบเขตแบบที่เรียกว่า “โลกตะวันตก – ตะวันออก” เพราะในทางความเป็นจริงมันไม่มีทางมีสิ่งนั้นได้ แต่ช่างมันก่อนตอนนี้ เอาให้อ่านรู้เรื่องไปก่อน คือ หากพูดกันในหลักการ เราไม่สามารถแบ่งได้เลยโดยแท้จริงว่า ตรงไหนคือตะวันออก ตรงไหนคือตะวันตก แบบองค์รวม (Universal) เราทำได้มากที่สุดแค่ “ตะวันออก-ตะวันตก ของใคร” และไม่เพียงเท่านั้น ผมคงไม่เรียกออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ว่ามีลักษณะอารยธรรมแบบ “ตะวันออก” ได้ ทั้งที่อยู่ในซีกโลกเดียวกับอาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฯลฯ

Comments
11 Responses to “การตัดสิน และเรียกร้องทางเพศ: สัญญะ, อวัยวะเพศ, ร่างกาย, รสนิยม และความขบถ”
  1. นกน้อย พูดว่า:

    ถ้ามันเป็น ญ และมันเป็น จู๋ จะไปบอกให้สังคมมองเป็นอย่างอื่น มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เหมือนบอกว่า เฮ้ย ไอ้ลูกกลมๆ ที่ขึ้นทางตะวันออกตกทางตะวันตก มันไม่ได้เรียกดวงอาทิตย์ เข้าใจอย่างที่จะบอกไหมครับ

    คือ เราอยู่ในโลกแบบนี้ แต่จะขบถโดยปฎิเสธระบบโลกแบบนี้ มันตกขอบไปหน่อย (จริงๆไม่หน่อยเลย) ผมว่า อีกสักพัก สามารถมีคนเสนอว่า เฮ้ย การแบ่งระหว่างคนกับสัตว์กับพืชมันทำให้ยืนยันความมีอยู่ของระบบคิดแบบนี้ สิ่งแวดล้อมไม่สามารถถูกรักษาไว้ได้ถ้ายังมีฐานคิดแบบนี้ อย่ากระนั้น เราจงมาเรียกคนสัตว์พืชโดยไม่แบ่งชั้นวรรณะกันเลยดีกว่า ทีพระยังเอาหมาได้เลย (ฮ่าๆ)

  2. Countryside พูดว่า:

    คนอื่นจะคิดอย่างไรไม่ทราบนะ แต่จริงๆแล้วและคิดว่าคงมีคนที่คิดเหมือนหรือคล้ายๆกันว่า ที่มาเป็นรักร่วมเพศนั้นไม่ว่าจะชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง(สมมติเรียกชายหญิงไปก่อนเพื่อให้เห็นภาพ)ตอนแรกคงไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องขบถอะไรหรอก แต่เป็นเรื่องรสนิยมทางเพศส่วนบุคคลที่จะชอบเพศเดียวกัน ส่วนเรื่องที่ว่าไม่เคยลองทดลองกับต่างเพศจะรู้ได้อย่างไรว่าชอบหรือไม่ชอบนั้น เป็นเรื่องที่คนที่รักต่างเพศคงจะไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้รู้สึกพิศวาสเพศเดียวกัน แต่กับคนที่รักเพศเดียวกันคงเข้าใจได้ ความรู้สึกก็คงเหมือนแบบว่า ถ้าเป็นต่างเพศจะไม่รู้สึกอะไร จะเฉยๆ แต่ถ้าเป็นเพศเดียวกันจะรู้สึกสนใจมากกว่า คงเปรียบได้กับความรู้สึกของคนที่รักต่างเพศนั่นแหละ ที่กับเพศเดียวกันคงไม่รู้สึกอะไร แต่จะสนใจเพศตรงข้ามมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น คุณคำผกา(ขออภัยที่เอ่ยนาม เนื่องจากไหนๆบทความนี้ก็มีกล่าวถึงแล้ว หวังว่าคุณคำผกาคงไม่ถือสานะ)ถ้าจะให้คุณคำผกาเปลี่ยนมาชอบเพศเดียวกันนี คงจะเป็นไปไม่ได้ ก็ในเมื่อในหนังสือของคุณคำผกาเขียนไว้เช่นนั้นว่า การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันให้ความรู้สึกดีสู้มีเพศสัมพันธ์กับต่างเพศไม่ได้(แต่ไม่รู้ว่าคุณคำผกาเคยลองมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือยัง)ส่วนเรื่องจะตีความว่าการรักร่วมเพศเป็นการขบถอย่างหนึ่งนี่ ก็แล้วแต่คนจะให้ความหมายกันไป แต่โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า ถ้าจะขบถกับประเพณีวัฒนธรรมหรือค่านิยมอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็สามารถที่จะทำการที่เรียกว่าขบถในเรื่องอย่างอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องมาขบถด้วยการเป็นรักร่วมเพศเลย

  3. Countryside พูดว่า:

    จริงๆแล้วตอนเรียนป.โท อ.ก็สอนเหมือนกันเรื่องเปรียบเทียบพระปรางค์แทนสัญญลักษณ์เพศชาย(พอดีตอนนั้นเรียนเรื่องสัญญะอยู่ด้วย)โดยเรื่องสัญญลักษณ์เพศชายยังปรากฎในอีกหลายๆอย่างที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เช่น ภาพโฆษณาดราม่ายอดฮิตเรื่อง”Sex in the city”(ไม่ชอบดูหรอก)โดยแค่ภาพสามเหลี่ยมยอดแหลมที่ปรากฎอยู่ในรูประหว่างหญิงสาวทั้ง4 คนก็สามารถที่จะสื่อถึงอวัยวะเพศชายได้เหมือนกัน เรื่องสัญญะนี่น่าสนใจมาก ว่าจะหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม ไว้มีหนังสืออะไรดีๆมาแนะนำกันบ้างนะ
    อ่อ!ลืมขอบคุณที่เขียนเรื่องนี้ น่าสนใจความคิดที่ว่าไม่น่าจะมีทั้ง2เพศจะได้หมดปัญหา แต่ปัจจุบันนี้นอกจากจะมีรักร่วมเพศแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่เป็นไบเซ็กซ์ช่วลอีก ผู้เขียนคิดว่าไงล่ะ พวกนี้คงลองทั้งสองเพศแล้วติดใจหรือทั้งสองเพศอาจให้ความรู้สึกที่ดีกันไปคนละอย่างมั้ง เลยชอบทั้งสองเพศ

  4. Countryside พูดว่า:

    จริงๆแล้ว คุณน้องไม่น่าเขียนบทความนี้ขึ้นมาเลยจริงจริ๊ง เนื่องจากทำให้กลับไปนอนคิด(คิดถึงบทความนะ ไม่ได้คิดถึงคนเขียนบทความ 5555)ที่บอกว่า”ยังไม่เคยลองกับเพศเดียวกัน จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ชอบและไม่เป็นรักร่วมเพศ”แต่ว่ากลับมาคิดตั้งคำถามตรงกันข้ามคือ”ถ้าพวกรักร่วมเพศ ยังไม่เคยลองกับเพศตรงกันข้ามจะรู้อย่างไรว่าเป็นรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศ”หรือหนักไปกว่านั้นคือ”ถ้าไม่เคยลองเลยทั้งกับเพศเดียวกันและต่างเพศ จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองนั้นเป็นรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศ”(เอ๊ะ!คนcommentนี่จัดอยู่ในประเภทนี้อ๊ะเปล่า)ก็เป็นความจริงว่ายังไม่ลองจะรู้ได้ไง สมมติว่าผู้ชายคนหนึ่งอยากรู้ว่าตัวเองนั้นเป็นรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศกันแน่ จึงต้องการจะพิสูจน์ให้แน่ใจด้วยการไปลองมีเพศสัมพันธ์กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง อยา่งนี้คงไม่มีอะไรเสียหายทั้งกับร่างกายและภาพพจน์ของผู้ชายคนนั้น แต่ในทางกลับกันการลองมีเพศสัมพันธ์ของผู้หญิงเพียงเพื่อที่จะได้แน่ใจว่าตัวเองเป็นรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศ กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับที่ผู้ชายทำ เพราะถ้าเป็นผู้ชายถ้าจะลองไปมีอะไรกับทั้งผู้ชายและหญิงก็คงไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าเป็นผู้หญิงงจะให้เที่ยวไปลองมีอะไรๆกับผู้ชายทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ลองเพียงเพื่อจะพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นรักร่วมเพศหรือรักต่างเพศนี่ รู้สึกว่าผู้หญิงก็เสียเปรียบอยู่นะ(ถึงยังไงเรื่องแบบนี้ก็ยอมรับว่ายังหัวโบราณอยู่ดี555)ขออนุญาตใช้เนื้อที่commentตรงนี้ เด๋วคุณป้าๆไดโนเสาร์จะเข้าใจผิดอีกว่า ถ้ามาคุยกับผู้ชายคนไหนแสดงว่าชอบคนนั้นอีก เฮ่อ!แค่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้นจริงๆไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงหรอก

  5. Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

    อืมมม เป็น คห. ที่ค่อนข้างจะ Critical Conservativism นะครับ (แบบหัวโบราณ แต่ดูเหมือนจะแอบคริถิคัล?) คือ ประเด็นง่ายๆ คือ “อะไรที่ทำให้มองว่าเพศหญิงเสียเปรียบ?”

    นั่นก็เป็นเพียงมายาคติในโลกของ “ชายเป็นใหญ่” ที่ตั้งค่าให้สตรีเพศ เป็นเพศที่อ่อนแอ “ไม่มีอำนาจเหนือร่างกายตัวเอง” จึงไม่สามารถแบกจิ๋มไปลองผิดลองถูก หรือเที่ยวสนุกได้เหมือนจู๋ของชาย … มันเป็นระบบที่สร้าง “วิถีบังคับ” ให้คนคิดไปเช่นนั้น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว หากถามไปลึกๆ จนถึงที่สุดก็ตอบไม่ได้หรอกครับว่าผู้หญิงเสียเปรียบตรงไหน สุดท้ายก็จะตอบได้แต่ (ประมาณว่า) “ไม่รู้แหละ ก็รู้สึกว่าผู้หญิงเสียเปรียบ มันไม่ถูกต้องอยู่ดีอ๊ะ” อะไรทำนองนี้ แต่หา “เหตุผลในเชิงตรรกะจริงๆ ไม่ได้”

    นั่นเพราะระบบชายเป็นใหญ่นั้น “ให้แต่ภาพวิธีคิดว่าเพศหญิงอ่อนแอกว่า ไม่มีอำนาจเหนือร่างกายตนเอง” แต่มันเสือกต้องมา blend อยู่ในมายาคติของระบอบประชาธิปไตย ที่ “ให้สิทธิและอำนาจของทุกคน เหนือร่างกายตนเอง อย่างเท่าเทียมกัน” ซึ่งสุดท้ายมันตีกันเอง

    ฉะนั้นคนที่เถียง ก็จะกระอักกระอ่วนที่จะเถียงออกมาตรงๆ (ทั้งๆ ที่ในใจแอบคิดอย่างนั้น เพราะอิทธิพลของระบบชายเป็นใหญ่) ว่า “เพศหญิงอ่อนแอกว่า ด้อยกว่าน่ะ” เพราะมายาคติอีกชุดหนึ่งซึ่งครอบตัวเราอยู่ (คือ ปชต.) ไม่อนุญาติให้เราพูดเช่นนั้นได้น่ะครับ

    ซึ่งในทางหลักการ “2 แนวคิดนี้ มันไปร่วมกันไม่ได้ มันัดกันเอง” จะเลือก ก็ต้องเลือกเอาทางใด ทางหนึ่ง

  6. Countryside พูดว่า:

    ขอบคุณที่อุตส่าห์สละเวลามาตอบนะ วันอาทิตย์นี้ไปงานอภิปรายกม.หมิ่นที่มธ.เปล่า งานน่าสนใจดีออก

  7. Countryside พูดว่า:

    ตอบเรื่องเพศต่อนิดหนึ่ง คิดว่าเป็นเพราะไม่ให้ความสำคัญกับมันมากกว่า ดังคำกลอนที่ว่า”อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย แต่ไม่ตายเพราะอดเสน่หา”It’s true,isn’t it? 55555 ความจริงถ้าเชื่อในระบอบปชต.แล้วจำเป็นต้องทำตามๆกันในเรื่องเสรีทางเพศด้วยหรือ หรือว่าถ้าเชื่อเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริงแล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตตามนั้น โดยเสรีแม้กระทั่งเรื่องเพศ แล้วถ้าจะเป็นตัวของเราเองแบบนี้ โดยไม่ต้องเที่ยวไปทำตามคนอื่นในเรื่องเพศ แล้วจะถือว่าเป็นsexual conservativeหรือ หรือว่าหลายคนมีลักษณะขัดแย้งกันเองในตัวทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา เช่นบางคนชอบconservativeในระบอบการปกครอง แต่กับเรื่องกิจกรรมทางเพศของตัวเองกับถือเสรีอย่างนี้ก็เห็นมีหลายคนนะ คิดว่าเป็นเพราะอะไร

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      เร็วๆ นี้ ผมเพิ่งได้พูดถึงประเด็นประมาณนี้ไปใน facebook เรื่อง Politics of Indifference ในระบอบ ปชต. (อาจจะไม่ถึงกับตอบประเด็นที่ถามแบบ 100% นะครับ (แต่ด้วยความขี้เกียจอันเป็นสันดานของผมเอง เลยขอก็อปปี้ มาแปะเลย)…คือ เรื่องนี้ ตอบจริงๆ มันยาวมากอ่ะครับ ผมเลยไม่ขยันพิมพ์ใหม่นัก ฮ่าๆๆ

      ———————–

      “”"ด้วย อิทธิพลความคิดแบบ “De-divesity Politics กับ ปชต.” ที่พยายามจะลด “ความต่าง” เพื่อสร้าง สังคมโลกที่ “เหมือนกันให้มากที่สุด” ฉะนั้น วลีประเภท “ทุกศาสนาล้วงสอนให้คนเป็นคน” จึงผุดขึ้นในทุกที่ทั่วโลก และเมื่อมันเชื่อกันแบบนี้ การที่ศาสนาหนึ่งถูกกล่าวว่า “เหี้ย” (แม้เราจะไม่ได้นับถือศาสนาที่โดนกล่าวหานั้น) เราก็จะต้องออกมา defend ช่วย เพราะมันพ่วงเกี่ยวความสัมพันธ์กันเอาไว้ จาก “การเมืองของการทำลายความต่าง”

      ในทำนองเดียวกันกับกรณีฮิตเลอร์ หรือพวกสตาลิน…ในตอนนั้นคนเยอรมนี เอง ที่ “นับถือในลัทธินาซี” ก็พร้อมจะ defend ฮิตเลอร์ และมุโสลินี แบบสุดตัว เหมือนสลิ่มไทย defend พุทธนี่แหละ แต่ตอนนี้มันลดลงมากแล้ว (แต่ไม่ใช่ไม่มีนะ เดี๋ยวจะบอกว่าพวกไหน ที…่โอเคกับฮิตเลอร์) เพราะด้วยมายาคติของระบอบประชาธิปไตย “ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้” ไม่เช่นนั้น (อาจจะฟังดูวกวน แต่ต้องเขียนงี้) ภายใต้ De-diversity Politics ของ ปชต. คุณจะถูกจู่โจมด้วย Politics of Difference ในทันที

      คือ ระบอบ ปชต. ในทาง “ความรู้สึกต่อหลักการ” มันเหมือนจะเป็นระบอบที่อนุญาต ให้ “ค.แตกต่าง อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ฆ่ากันตาย” ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สร้างกระแสให้คน “หันไปในทิศทางเดียวกัน” ด้วย นั่นคือ ประชาธิปไตยเอง “แม้ภายในตัวมันจะอนุญาตให้คนเห็นต่างกันได้” แต่พร้อมๆ กันนั้น มัน “ไม่อนุญาตให้คุณเลือกระบอบอื่น นอกเหนือจาก ปชต.” คือ ภายในตัวมันเอง มันไม่บีบบังคับคุณมากนัก แต่มันก็บีบบังคับให้คุณเลือกที่จะเลือกมันเท่านั้น

      นั่นทำให้ คุณไม่สามารถเลือกที่จะก้าวออก มาพูดว่า ผมนิยม “ระบอบฟาสซิสต์ – นาซี” ได้อีกต่อไป แม้แต่ในประเทศ ปชต. จ๋า อย่างเยอรมนี แต่เรื่องนี้แทบจะเป็น taboo ที่ห้ามพูดกันเลย มันก็เป็นธรรมดา ที่ฮิตเลอร์จะไร้คน defend ให้ เกือยจะโดยสิ้นเชิง

      อนึ่ง ผมเขียนๆ มา ไม่ได้ต้องการจะ defend ให้ฮิตเลอร์ แม้แต่น้อย (ผมเห็นว่าแม่งเหี้ยมากๆๆๆๆๆๆ สตาลิน บุช ฯลฯ ก็เหี้ยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) แต่อย่างที่ผมบอกไปแต่แรก ว่ามาตราฐานในการพิจารณาว่าเหี้ยหรือไม่นั้น มันวางอยู่บนฐานของสำนักคิดเป็นอย่างมาก ฉะนั้น คุณจะพบง่ายๆ ว่า หากคนไหนนิยมแนวคิดของนิตเช่ (โดยเฉพาะเรื่อง Master-Slave Morality) มันก็พร้อมจะชม (หรืออย่างน้อย โอเค) กับฮิตเลอร์ ในทำนองคล้ายกันกับเหล่าสานุศิษย์สายมาคิอาเวลลี ที่คงจะต้องกราบฮิตเลอร์ หรือสฤษดิ์ ในฐานะ The Prince กันเลยทีเดียว”"”

      [อยู่ช่วงท้ายๆ ของการถกกัน ณ http://www.facebook.com/seetala/posts/161245557267186 ฉะนั้น ขออภัย หากอ่านแล้วงงๆ บ้าง ผมก็คิดอยู่ว่าจะเริ่มตัดเอาส่วนไหนมาดี - -"]

  8. Countryside พูดว่า:

    คิดว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพทางเพศนั้น คนชอบเข้าใจว่าหมายความถึงสิทธิในการที่จะมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ได้ทั้งหญิงหรือชาย แต่คำว่าสิทธิเสรีภาพจริงๆแล้วน่าจะหมายรวมถึงสิทธิในการที่จะไม่ทำอะไรตามคนอื่นด้วย ถ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ (หมายถึงเรื่องเสรีทางเพศ) อย่างเช่น ถ้าคนๆหนึ่งชอบที่จะเสรีทางเพศ แล้วนำเรื่องประสบการณ์ทางเพศของตัวเองมาเป็นปมเขื่อง ดูถูกเย้ยหยันคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางเพศเท่าตัวเองอย่างนี้ คิดว่าประสบการณ์ทางเพศสามารถนำมาเป็นมาตรฐานวัดคนได้ด้วยหรือ(ไม่ได้หมายถึงใครเป็นพิเศษ แต่ไปอ่านเจอcommentทำนองนี้ เลยรู้สึกข้องใจเล็กน้อย) ส่วนตัวคิดว่าเรื่องเพศเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ในความเป็นจริงโลกก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก อย่างเช่นในการสมัครเข้าเรียนหรือทำงานก็ไม่ได้มีบัญญัติไว้ว่า ต้องรับคนที่มีประสบการณ์ทางเพศเท่านั้นปีเท่านี้ปีเหมือนประสบการณ์ทำงาน แต่ก็ไม่ได้ดูถูกหรือไม่ชอบคนที่เสรีทางเพศเพียงแต่บางทีคนเราก็มีข้อจำกัดและความคิดต่างกัน ถึงส่วนตัวจะยังไม่ทำแต่ก็คิดว่าเป็นเรื่องที่คนไทยเปิดเสรีทางเพศกันมานานแล้ว

  9. Countryside พูดว่า:

    ขออนุญาตใช้ที่นี่เป็นที่ระบายอารมณ์ละกัน อยากรู้กันดีนักก็จะบอกให้ ข้อจำกัดในที่นี้คือ”ไม่มีอารมณ์”ไม่ใช่ไม่มีตังส์ไปเที่ยว รำคาญจริงๆพวกไม่รู้จักแล้วทำมาเป็นเหมือนรู้จัก แล้วก็ไม่ใช่คนอิสานด้วย เกิดกทม.เรียนที่กทม.แต่อยากมาอยู่ีตจว.มีไรไหม เรื่องกม.หมิ่นที่ไม่อยากอภิปรายในเว็บประชาไท เพราะเห็นว่าที่อภิปรายกันก็ดีและเห็นด้วยอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดอะไร แต่ก็เห็นเหมือนเดิมว่า คนทีคัดค้านอยากให้เหมือนเดิมก็ยังคงมีอยู่ต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งอยู่ยิ่งเซ็งปท.นี้ เด๋วอีก2เดือนหนีไปอยู่ปท.อื่นมั่งดีกว่า…อิอิ

Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.