จดหมายเปิดผนึกถึงนิธิ กรณีให้สัมภาษณ์กับประชาชาติฯ: นิธิยิ่งแก่ ยิ่งเลอะเลือน?
กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช
เมื่อวานนี้ [17 เมษายน 2554] ผมได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ของ “ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์” ที่นำเสนอไว้ในประชาชาติธุรกิจ และพบว่าตัวผมเองนั้น มีปัญหาอย่างมาก กับบทสัมภาษณ์ดังกล่าวของนิธิ อันเป็นที่มาของจดหมายฉบับนี้ (สามารถเข้าถึงข้อมูลบทสัมภาษณ์ได้จาก http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1302927631&grpid=no&catid=04)
ในส่วนต้นของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สัมภาษณ์ได้ถามถึงบทบาท และเป้าหมายของการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง ที่นิธิได้ตอบไปว่า;
“เท่าที่ผมติดตามคนกลุ่มนี้มา สิ่งที่น่าเสียดาย คือคุณ (เสื้อแดง) ไม่สนใจประเด็นอื่นเลย นอกจากการเมือง”
นอกจากนี้นิธิยังได้ชี้ต่อไปถึงว่าเสื้อแดงควรจะเพิ่มเป้าหมายเข้าไปคือ “การปฏิรูปโครงสร้าง”!!!
ณ จุดนี้เอง ผมก็อยากใคร่ถามคุณนิธิหน่อยว่า “ปฏิรูปโครงสร้างมันคือยังไง?” และ “เสื้อแดงไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้างอย่างไร?” แน่นอน ผมไม่คิดว่า “เป้าหมาย” ของเสื้อแดงจะเหมือนกันหมด (มันมีความหลากหลายที่สูงมากภายในขบวนการเคลื่อนไหวนี้) และผมก็คิดด้วยเช่นกันว่าข้อเสนอ และเป้าหมายของเสื้อแดงนั้นสามารถผลักดันไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้ แต่นั่นมันคนละเรื่องกันกับที่นิธิได้พูดไว้ครับ
ผมคิดว่านิธิเองก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า “กลุ่มคนที่มีมวลชนขนาดใหญ่ที่สุด ที่กำลังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูปโครงสร้าง ทั้งโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และสังคมนั้นเป็นคนเสื้อแดง” (หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้ “สมาทานตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคนเสื้อแดง”) การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ ในหลายบริบทนั้น อาจจะเป็นดังที่ผมได้กล่าวไปคือ ยังอาจจะสามารถผลักดันให้ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเท่าที่พวกเขาได้ทำอยู่นี้ ก็มากกว่าที่ผม ตัวนิธิเอง หรือนักวิชาการแทบทั้งประเทศไทย “กล้าที่จะทำ” แล้ว ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่สกปรกมากที่นิธิจะ “กล้าพูด” เช่นนี้ออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น ผมอยากให้ลองกลับไปพิจารณาดูถึงข้อเท็จจริงของการเรียกร้องสักหน่อยว่ามัน “ไม่ปฏิรูปโครงสร้าง” อย่างไร?
ผมคิดว่าเป็นที่เข้าใจกันดีว่าในการปกครองของสมัยใหม่ ที่มีระบอบประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลางทางความคิดนั้น มีความสัมพันธ์ทางอำนาจในลักษณะ
“ราษฎร์บันดาลรัฐ รัฐประทานราช”
ซึ่งตรงกันข้ามกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในยุคก่อนประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง ที่มีลักษณะ
“ราชบันดาลรัฐ รัฐประทานราษฎร์”
อันยังผลให้ประชาชน (ราษฎร์) กลายเป็น “วัตถุตามปราถนา (Object of Desire)” โดยสัมบูรณ์ของรัฐ และราช ซึ่งปัญหาสำคัญของการเมืองไทยนั้นก็ไม่พ้นที่จะอธิบายว่า มันคือรัฐที่มีโครงสร้างอำนาจแบบ “ก่อนประชาธิปไตย” แทบจะโดยสมบูรณ์ แต่พยายามจะสวมทับร่างกาย (โครงสร้าง) นั้นเข้าไปด้วยเสื้อผ้าที่เรียกว่าประชาธิปไตย กระนั้น แม้การสวมเสื้อผ้าอาจจะกระทำได้สำเร็จ จากภายนอกมองกราดกลับมา แล้วก็แลดูคล้ายกับคนทั่วๆ ไปในสังคมโลก ที่สวมเสื้อผ้าแบบนี้ แต่ร่างกายเนื้อใน อันเป็นตัวตนที่แท้จริงนั้นแหละ คือแก่นแท้ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ไม่ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่จะใหม่เพียงใดก็ตามที ซึ่งกฏหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ คงจะไม่เกินเลยนัก หากจะกล่าวว่าเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมในการสนับสนุนประเด็นนี้
แล้วข้อเรียกร้องของเสื้อแดงที่พยายามจะทำใหโครงสร้างอำนาจมันพลิกกลับข้าง ไปเป็นโครงสร้างอำนาจแบบการปกครองประชาธิปไตยตามสมัยใหม่นั้น “มันมีตรงไหนครับ ที่ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้าง?” ผมมองอย่างไร ก็เห็นอย่างชัดเจนว่า “นี่แหละคือโคตรแห่งการปฏิรูปโครงสร้าง” เลยครับ
ไม่เพียงแต่โครงสร้างอำนาจทางการเมือง แต่ในแง่ของโครงสร้างอำนาจทางสังคมนั้น หากไม่ได้แกล้งตามืดบอด (หรืออาจจะตามืดบอดจริงๆ) ก็คงจะทราบได้ครับว่า การปฏิรูปอำนาจ และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น “เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุดกับโครงสร้างอำนาจในทางสังคม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมที่นอกจากจะมีกฏหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (ม.112 ป.อาญา) ที่ใช้กันอย่างเอกเกริกแล้ว ยังรวมไปถึงการบ่มเพาะจากการศึกษาภาคบังคับ, ข่าวในพระราชสำนัก, รายการโทรทัศน์มากมาย, ฯลฯ ฯลฯ ชนิดที่เรียกได้ว่า กล่อมเกลาสังคมตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดหย่อน (และหาก 1 วันมี 30 ชั่วโมง ก็คงจะกล่อมทั้ง 30 ชั่วโมง)
การส่งอิทธิพล และอำนาจลงมาสู่สังคมนั้นมันไม่ได้จบเพียงแค่การศึกษา หรือข่าวเวลา 2 ทุ่มเท่านั้นด้วย คุณนิธิย่อมทราบดีว่าในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น อำนาจทางวัฒนธรรมเหล่านี้ มันได้ชอนไชมาสู่ทุกซอกหลืบของสิ่งที่เราเรียกได้ว่าเป็น “องค์ประกอบของสังคม” แล้ว ตั้งแต่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ ที่อำนาจ และสิทธิเหนือร่างกายของเราเองก็โดนอำนาจทางวัฒนธรรมเหล่านี้ตามหลอกหลอน และสกัดกั้นเสมอมา อย่าง “เลิกเหล้าเพื่อพ่อ!” หรือแม้แต่การตัดสินใจจะโกนผมของตนเอง เพื่อออกบวช ก็ยังมิวายโดนกำกับด้วยอิทธิพลแห่งภาษา และวัฒนธรรม อย่าง “อุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ์” และต่อไปอาจจะมี (หรือมีแล้วก็ไม่ทราบได้) การงดการเสพสังวาสเฉลิมพระเกียรติ์ (ซึ่ง ณ จุดนั้น แปลว่า พลังดังกล่าวได้ชอนไชมาถึงการปลดปล่อยอสุจิของคนๆ หนึ่งไปสู่ช่องคลอดแล้ว)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่โครงสร้างทางสังคม ที่คนในสังคมถูกโครงสร้างกำหนดบทบาทให้เป็นดั่งเกสตาโป (ตำรวจลับ) ของนาซี ที่คอยไล่ล่าผู้เห็นต่างกันเอง
นิธิไม่มีทางไม่รับทราบ และไม่เข้าใจประเด็นเหล่านี้ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมฉงนกับบทสัมภาษณ์ของคุณที่บอกว่าเสื้อแดงไม่มีข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้าง!
จริงๆ แล้ว ตัว “บท (text) สัมภาษณ์ของนิธิในประชาชาติ” นี้เองนี่แหละ ก็เป็น “หลักฐานชั้นเยี่ยม” ของสิ่งที่ผมพล่ามเป็นวรรคเป็นเวรมาจนถึงจุดนี้ หากกลับไปดูที่ตัวบทสัมภาษณ์จะเห็นการร่ายด่านักการเมืองมากมายของนิธิ (ทั้งเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพรรคหลัง)
คำถามง่ายๆ ก็คือ “ทำไมคุณถึงด่าได้แค่นักการเมืองล่ะครับนิธิ?”
คุณพูดมากมายถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ากว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ นั้น (น่าจะ) ต้องแลกมาด้วยสิ่งต่างๆ มากมาย แน่นอนครับ ผมเชื่อเช่นกันว่าเป็นเช่นนั้น แต่ในทำนองเดียวกันกับคำถามเมื่อครู่คือ ทำไมตัวคุณถึงพูดได้แค่ “ตำแหน่งของคุณอภิสิทธิ์” ล่ะครับ? แล้วการได้มาซึ่งสถานะ และอำนาจที่เกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ มั่นคง แน่นิ่ง และสงัดเงียบอย่างที่เป็นอยู่นี้ ทำไมคุณพูดไม่ได้? ของแลกเปลี่ยนทั้งที่เรารู้ อย่าง 6 ตุลา 2519, พฤษภาทมิฬ, 19 กันยา 2549, หรือใกล้ๆ นี้ อย่างเหตุการณ์วันที่ 10 เมษา 2553, ฯลฯ และอีกมากมายเกินกว่าที่เราจะรู้ และจินตนาการได้ เพื่อสร้างสถานะทางอำนาจที่มั่นคงดั่งกล่าวนั้น ย่อมเป็นข้อแลกเปลี่ยน ที่หนักหนา และมากมายกว่ากรณีอภิสิทธิ์เหลือจะนับได้นั้น ทำไมคุณไม่มีปัญญาจะพูดล่ะครับ?
นั่นไม่ใช่เพราะโครงสร้างอำนาจทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม อย่างที่ประเทศไทยเป็นอยู่ตอนนี้มัน “กำกับ และบังคับ” ตัวคุณเอาไว้หรอกหรือ? และการที่เสื้อแดงพยายามจะเข้าไปพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ (แม้จะยังต้องแก้ไข ปรับปรุงบ้าง) มากขนาดที่ตัวคุณเอง (และผมเอง) ไม่แม้แต่จะมีความกล้าที่เริ่มคิดจะทำนั้น คุณยังกล้าออกมาพูดได้อีกหรือครับว่า พวกเค้าไม่คิดปฏิรูปโครงสร้าง? หากขนาดพวกเขาไม่เรียกว่าคิดถึงเรื่องนี้ แล้วอย่างคุณเนี่ยผมควรจะต้องเรียกว่าอะไรดี?
สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดในจดหมายเปิดผนึกนี้ก็คือ เรื่องที่คุณพยายามพูดอ้างว่า การทำงานกับ “คณะกรรมการชุดนี้ (ที่) เกิดขึ้นโดยนายอภิสิทธิ์ เพื่อกลบเกลื่อน กรณีฆ่าคนตายของตัวเอง ซึ่งผมมองว่า เขาทำถูกเลย แต่คำถาม คือเมื่อคุณเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ทำไมต้องไปเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลด้วย”
การกล่าวอ้างแบบนี้ ถึงกับมาจากคนอย่างคุณเชียวหรือครับ? ผมไม่เชื่อว่าคนอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์จะไม่เข้าใจว่า ต่อให้คุณอยู่ในคณะกรรมการชุดดังกล่าว แล้ว “พยายามขัด, แย้ง, ออกมาด่า, วิพากษ์รัฐบาลอภิสิทธิ์, ฯลฯ” จนเอ็นคอคุณแตก คุณก็ยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่ดีครับ แค่การมีชื่อของคุณอยู่ในโผรายชื่อคณะกรรมการว่า “อ๊ะ นี่ไงมีนิธิอยู่ด้วย เห็นป่าวผมตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมนะ ฮุฮุฮุ” มันก็เพียงพอแล้วที่ตัวคุณเองจะเป็นเครื่องมือ เป็นข้ออ้างทางการเมืองในการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่ยังคงอยู่ในอำนาจอย่างไร้ซึ่งความรับผิดชอบทางการเมือง (ไม่ว่าจะวัดด้วยมาตราฐานใดๆ) นี้ (และนี่ยังไม่ได้พูดไปถึง “ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังรัฐบาลประชาธิปัตย์” ด้วย) ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งคุณออกมาด่า, มาวิพากษ์, แย้ง, ฯลฯ การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้เพียงใด แต่ตัวคุณเองยังเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการดังกล่าวอยู่ คุณก็ไม่มีทางก้าวพ้น และอ้างได้ว่าตนไม่ได้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะตัวคุณนั้นคือ เครื่องรางสร้างความชอบธรรมชั้นเลิศให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ และคณะกรรมการปฏิรูปฯ ครับ หากคุณยังอยู่ในนั้น หน้าที่คุณในฐานะเครื่องอ้าง และต่อรองทางการเมืองย่อมไม่มีทางหมดไป หรือลบล้างในทางใดๆ ได้ และยิ่งหากพิจารณาถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ และคณะกรรมการชุดนี้ กับการตกเป็นเครื่องมือของคุณเอง มันออกจะน่าหัวร่อกับการพ่นออกมาของคุณถึงคำว่า “ปฏิรูปโครงสร้าง” ในเมื่อตำแหน่งแห่งที่ของบทบาทของคุณเองในขณะนี้กำลังช่วยรักษาให้ “โครงสร้าง” นั้นคงอยู่อย่างสถิตย์สถาพรต่อไปได้
หรือจะจริงอย่างที่ผมเห็นบางท่านใน facebook เขียนในสเตตัสว่า “นิธิยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือน”?
