สารโต้ตอบบทความของคุณโกศล อนุสิม: ผู้เขียนเรื่องสถาบันกษัตริย์ได้ยาวเหยียดโดยไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องนี้เลย



กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed.

“หากท่านกล่าวคำลวงที่ยิ่งใหญ่ และกล่าวมันซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเพียงพอแล้ว มันจะสถิต์เป็นความเชื่อ”

-          อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ในเบื้องต้นนี้ ผมต้องขอกล่าวชื่นชมจากใจจริง ในบทความของคุณโกศล ที่ได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไทเสียก่อนว่า เขียนได้เก่งมาก เสียจนคนที่คิดจะเขียนโต้อย่างผม ไม่รู้จะเริ่มต้นโต้จากจุดไหนดี เพราะมันมีมากมายเสียเหลือเกิน [สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://www.prachatai3.info/journal/2011/04/34087] นอกจากนี้ อาจจะเป็นเพียงข้อแก้ตัวที่แสนจะจืดชืด แต่ผมคงต้องกล่าวล่วงหน้าว่า คงไม่อาจจะโต้ได้อย่างเต็มที่นัก เนื่องจากตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในขณะที่หลักฐานหลายชิ้นที่จะต้องใช้ในการตอบโต้ครั้งนี้ อยู่ที่ไทย เช่น ข้อความในจดหมายส่วนพระองค์ ของรัชกาลที่ 7 กับนายแบ็กซ์เตอร์ และเนื้อหาอีกบางส่วนจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง, หนังสือ The Rise and Decline of Thai Absolutism, Siam Mapped, ฯลฯ ซึ่งทำให้ผมต้องดึงการอ้างอิงจากความทรงจำอย่างเดียว หากผิดพลาดไปบ้างก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ และผมจะพยายามแนะนำว่าในจุดใด ควรไปดูตำราเล่มใดเพิ่มเติม (ตำราเหล่านี้ล้วนแต่ใช้เอกสาร “ชั้นต้น” เป็นหลักฐานทั้งสิ้น) และผมเองคงไม่กล้าจะบอกว่าตัวเองเป็นผู้เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้อะไร เพียงแค่บทความคุณโกศล มันผิดมากขนาดที่คนมีความรู้เพียงหางอึ่งอย่างผม ยังอดไม่ได้ที่จะพูด

ผมจะข้อเขียนโต้งานของคุณโกศล โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน ตามงานของคุณโกศลชิ้นที่ผมจะทำการวิพากษ์ โดยลำดับทางความคิด ก็ยึดตามงานของคุณโกศลเลย

ประการแรก วิพากษ์ว่าด้วยเรื่อง “พระมหากษัตริย์กับประวัติศาสตร์ไทย”

ส่วนนี้ ผมขอสารภาพว่าหนักใจในการแลกเปลี่ยนมากที่สุด เนื่องจากผิดเยอะมากจนไม่รู้จะเริ่มอย่างไร และเป็นส่วนที่ถูกใช้อ้างอิงตลอดชิ้นงานของคุณโกศลเลยทีเดียว

[1] การทำความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ของความเป็น “รัฐ และชาติ” อันนำมาสู่การอธิบายเรื่องประวัติศาสตร์ของชาติไทยนั้น ไม่เป็นการผิดเลยที่จะบอกว่าตัวคุณโกศลสมาทานความคิดในการมองประวัติศาสตร์ไทย แบบผิดๆ เหมือนกับวิธีการมองของหลวงวิจิตรวาทการ (แต่หนักข้อเสียยิ่งกว่าหลวงวิจิตรฯ มาเอง)

การมองประวัติศาสตร์แบบนี้ จะเหมารวมเอา “เชื้อมูลก่อนความเป็นชาติ และรัฐ” มารวมเป็นส่วนหนึ่งของชาติในฐานะ “ประวัติศาสตร์ของชาติ และรัฐนั้น” ด้วย ในลักษณะการมองว่า “เชื้อมูลก่อนความเป็นชาติ และรัฐ” เป็นชาติ และรัฐในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต่อมามันก็เป็นเพียงมีการเปลี่ยนรูปแบบไป ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก และนั่นทำให้เราเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ของ “ชาติ” ไทย (หรือสยาม) นั้น นับย้อนไปถึงสมัยสุโขทัย หรือเทือกเขาอัลไต ซึ่งต่อไป หากยังมองประวัติศาสตร์ของ “ชาติ” ในมุมมองเช่นนี้อยู่ เราอาจจะต้องเปิดสงครามกับประเทศจีน เพื่อยึดเอาดินแดนแถบเทือกเขาอัลไต ที่จีนยึดเอาไปจากเรา คืนมาก็เป็นได้

โดยหลักการแล้ว สำนึกร่วมของความเป็นชาตินั้น คือสำนึกร่วมของคนในบริเวณจำเพาะหนึ่งๆ ที่มีต่อ “พื้นที่ที่ชัดเจน และอุดมการณ์ต่างๆ เหนือพื้นที่อันชัดเจนนั้น” ซึ่งการเกิดขึ้นของการ “ตัดแบ่ง และกำหนดพื้นที่ของดินแดนอย่างชัดเจน” เพิ่งจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี หรือเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง “เป็นอย่างมากที่สุด” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “ประวัติศาสตร์ของชาติสยาม” ได้เกิดขึ้นเมื่อเกิดพื้นที่ที่ชัดเจน ซึ่งสามารถจะมีสำนึกร่วมกันแล้วเท่านั้น (ในส่วนนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ลองอ่าน Siam Mapped โดยธงชัย วินิจจะกูล ประกอบดู)

ที่ต้องกล่าวกำกับไว้ว่า “เป็นอย่างมากที่สุด” นั้น ก็เพราะว่าในบางครั้ง แม้จะมีการกำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจนแล้ว (อันนำไปสู่ความเป็นประเทศ และรัฐ) แต่สำนึกร่วม “อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน” แต่ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะต่อไปอีก (คือ ไม่ใช่ขีดเส้นปุ๊บ เกิดสำนึกร่วมปั๊บ) แน่นอนในจุดนี้ “เชื้อมูลก่อนความเป็นชาติ” มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดสำนึกร่วมดังกล่าวได้เร็วขึ้น หรือช้าลง แต่ว่า “เชื้อมูลก่อนความเป็นชาติ หาใช่ความเป็นชาติโดยตัวมันเองไม่”[1] กล่าวคือ ต้องมีการสร้างอัตลักษณ์ (ความเหมือน) ขึ้นมาให้มากพอเสียก่อน (ส่วนนี้ผมขอแนะนำให้อ่านงานของ แอนโทนี่ ดี สมิธ คือ The Ethnic Origin of Nations และงานของเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน คือ Imagined Communities – แปลไทย “ชุมชนจินตกรรม” – ประกอบด้วย)

เพราะฉะนั้นการอ้างประวัติศาสตร์ความเป็นชาติ ของคุณโกศล ที่ย้อนไล่ไปถึงยุคชนเผ่า (Tribal Era) นั้น จึงเป็นการกล่าวอ้างที่ผิดหลักวิชาเป็นอย่างมาก เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว หากเราวัดประวัติศาสตร์ความเป็นชาติกันด้วยตรรกะดังกล่าว ความเป็นชาติไทยอาจจะเริ่มจากดินแดนแถวอัฟฟริกา หรือแถบตะวันออกกลางโน่น ที่เชื่อกันว่าเป็นถิ่นแรกๆ ในโลกที่กำเนิดมนุษย์ขึ้น เพราะหากนับด้วยตรรกะดังกล่าว พวกเค้าก็ย่อมเป็น “บรรพบุรุษแห่งชาติ” ของเราด้วยเช่นกัน และทั่วโลกก็คงมีประวัติศาสตร์ความเป็นชาติ เหมือนๆ กันไปหมด

[2] ดังได้อธิบายไปแล้วข้างต้นว่าการอ้างอิงแบบที่คุณโกศลได้ว่าไว้นั้น ผิดต่อหลักวิชาเป็นอย่างมาก (แต่ก็ไม่อาจจะบ่นว่าอะไรได้ ในเมื่อตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น บ่มเพาะประวัติศาสตร์แบบนี้มาตั้งแต่แบเบาะ จนกระทั่งเราแก่ มีอาการเป็นดังข้อความของฮิตเลอร์ที่ผมได้แสดงไว้เป็นคำโปรยในส่วนต้น) และคำอธิบายยุคก่อนสุโขทัย, สุโขทัย, อยุธยา ฯลฯ นั้นย่อมเป็นที่ใช้การไม่ได้ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเวิ่นเว้อมากจนเกินไป (เพราะมีเรื่องต้องพูดอีกมาก) ผมจะขอลัดมาที่ประวัติศาสตร์หลังจากการเป็นรัฐ และชาติไทยเลย คือ ในช่วงรัชกาลที่ 5 ของราชวงศ์จักรีเป็นต้นไป

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่แม้แต่ผมเองก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าในยุคของรัชกาลที่ 5 นั้นมีการปรับปรุงประเทศสยามให้มีการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ต่างๆ ที่จนถึงทุกวันนี้ ก็มีหลายอย่าง ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นนัก (อย่าง การรถไฟ) และในเรื่องการจัดระบบบริหารราชการแผ่นดิน แต่ส่วนที่มีปัญหาอย่างยิ่งในงานของคุณโกศล คือ ส่วนที่ว่า

รัชการที่ 5 ในฐานะกษัตริย์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยยึดถือเอาผลประโยชน์ของ ประชาชนเป็นใหญ่ ทรงยึดหลักแห่งทศพิธราชธรรมนำการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆดังประจักษ์แจ้งใน ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว

ผมคงต้องขออภัยจริงๆ เนื่องจากผมไม่กระจ่างแจ้งอะไรกับคุณเลย หากคุณได้อ่านงานที่อิงกับเอกสารชั้นต้น ที่อ้างอิงจากพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 เอง ไม่ใช่จากหนังสือประวัติศาสตร์มัธยมปลายแล้ว ก็จะเข้าใจได้ว่า “การพัฒนา” ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปเพื่อรวมศูนย์อำนาจของพระองค์ให้มั่นคง โดยเฉพาะการพยายามลดทอนอำนาจของกลุ่มสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และเหล่าขุนนางสกุลบุนนาคอื่นๆ ที่มีอำนาจในช่วงต้นรัชกาล ด้วยอำนาจในการผูกขาดการเก็บภาษีสินค้าหลายชนิด กล่าวคือ การพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าฯ นั้นเกิดจากการพยายามจะรวบรวมอำนาจ และทำให้อำนาจของพระองค์ในสถานะของพระมหากษัตริย์นั้นเข้มแข็ง และมั่นคง (ที่คุณพยายามเสนอว่าราษฎรได้ประโยชน์อะไรนั้น ล้วนเป็น by- product ทั้งสิ้น) ซึ่งส่วนนี้ ผมแนะนำให้ไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม จากงานวิจัยที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งในเรื่องนี้ (ใช้เวลาราว 30 ปี ในการไล่ค้นเอกสารชั้นต้นมานำเสนอ) ของกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด คือ The Rise and Decline of Thai Absolutism

นอกจากนี้ ผมยังอยากจะเสริมความเข้าใจอีกเล็กน้อย (ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นแรกที่ผมอธิบายไป) นั่นคือ กรณีที่ดินแดนที่ผู้สวมแว่นตาแบบหลวงวิจิตรฯ ต่างพากันเชื่อว่าเราเสียดินแดนให้กับฝรั่งเศสนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะมันยังไม่มีเขตแดนที่ชัดเจนใดๆ และประเทศที่เราเชื่อว่าเป็นประเทศราชของเรา เป็นหนึ่งในดินแดนของ “เรา” ก็ล้วนแต่ส่งบรรณาการให้กับอาณาจักร มากกว่าหนึ่งอาณาจักรทั้งสิ้น ไม่มีดินแดนใดเลย ที่ส่งบรรณาการให้กับอาณาจักรสยามแต่เพียงแห่งเดียว และคำพูดของรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งพ่ายแพ้ฝรั่งเศสในการแย่งช่วงชิงดินแดนอื่นนั้น (คือ ไม่ใช่ไทยโดนชิงดินแดน แต่สองฝ่าย ต่างไปแย่งเอาดินแดนคนอื่น แต่เราไม่ได้ และฝรั่งเศสได้ไป) พระองค์ก็ทรงดำรัสว่า นี่คือการ “สูญเสียพระเกียรติยศ” ไม่ใช่เรื่องของ “การสูญเสียดินแดน” อย่างที่เข้าใจ (สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้ได้จากการอภิปรายของธงชัย วินิจจะกูล)

[3] ในสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรี (ต่อไปจะขอละ “แห่งราชวงศ์จักรี” ขอให้เข้าใจตรงกัน) ที่คุณโกศล พยายามจะกล่าวอ้างว่าพยายามจะส่งเสริมประชาธิปไตยนั้น ผมเชื่อว่าคงไม่พ้นข้ออ้างที่พูดกันมาเกือบจะแสนครั้งได้แล้ว (หรือเกินก็มิทราบได้) อย่างเรื่อง “ดุสิตธานี” ซึ่งมันมีจริงครับ

แต่เราจะต้องเข้าใจด้วยว่าดุสิตธานีนั้น “ไม่ใช่การเตรียมตัวให้กับราษฎร” เลย เพราะผู้ซึ่งเข้าร่วมในดุสิตธานีนั้น ล้วนแต่เป็นข้าราชบริพาร และตัวรัชกาลที่ 6 เอง ไม่ได้มีการมีส่วนร่วมของราษฎรแต่อย่างใด ไม่เพียงเท่านั้น หากศึกษาดูประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้ จะพบว่ารัชกาลที่ 6 นั้นเองที่ปฏิเสธคำแนะนำให้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย และสุดท้ายก็ต้องผลัดไปก่อน ด้วยการกล่าวว่าราษฎรยังไม่พร้อม ซึ่งผมมองไม่ออกเลยว่านี่จะนับว่าเป็นการสนับสนุนประชาธิปไตยในหมู่ราษฎรได้ในทางใดๆ (สามารถอ่านประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ในหนังสือเล่มที่เอ่ยถึงแล้ว โดยกุลลดา เกษบุญชู-มี้ด)

[4] ในส่วนของรัชกาลที่ 7 นี้หากผมมีหนังสือประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง และเอกสารที่เก็บข้อความจากพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ที่มีต่อแบ็กซ์เตอร์อยู่กับตัว คงจะสามารถอภิปรายได้ดีกว่านี้มาก แต่ตอนนี้ก็ขออภิปรายเท่าที่ทำได้

ผมไม่ปฏิเสธแน่นอน ว่าพระราชดำรัสอันลือเลื่อง และงดงามจับจิตมากๆ อย่าง [“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และ โดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…”] นั้นไม่ใช่พระราชดำรัสจากพระโอษฏ์ของรัชกาลที่ 7 หากแต่นี่เป็นการอ้างอย่างหยาบมาก คือ ดึงมาแต่เพียงวรรคทอง โดยไม่ดูบริบทความเป็นจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดเลย หากเรากลับไปดูเอกสารชั้นต้นอย่าง “แถลงการณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชบัลลังก์” แล้ว เราจะพบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากมาย ที่ถูกลืมเลือน และถูกตั้งใจไม่เอ่ยถึง ซึ่งผมบังเอิญมีไฟล์ pdf ฉบับเต็มของเอกสารดังกล่าวอยู่พอดี จึงได้อัพโหลดไฟล์ไว้ในได้ร่วมศึกษาร่วมกัน และเข้าใจถึงบริบทที่แท้จริงในทางประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น สามารถดาวน์โหลดได้จาก http://www.mediafire.com/?9i8hu5rkdh84chl

ในแถลงการณ์สละราชบัลลังก์ เราจะพบข้อเท็จจริงที่ว่าแท้จริงแล้ว จนถึงที่สุดรัชกาลที่ 7 นั้นก็ทรงไม่เห็นด้วยกับการทำงานในระบอบประชาธิปไตย หรือพยายามจะวางสถานะ และอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามแบบแผนของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างที่ปฏิบัติกันในทางสากล ตัวอย่างหนึ่งก็เช่น การที่ทรงปฏิเสธการเก็บภาษีมรดกของพระมหากษัตริย์อย่างเข้มข้น โดยพระองค์อ้างว่าจะไม่ยอมเป็นดั่งกษัตริย์ในราชวงศ์ของประเทศอังกฤษ ที่ต้องเสียภาษีมรดกเป็นอันขาด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอีกมากมาย เช่น การที่พระองค์พยายามขอสิทธิในการแทรกแซงสภาด้วยการมีอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกสภาด้วยพระองค์เอง เป็นอาทิ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เมื่อข้อเรียกร้อง ที่ไม่สู้จะสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยของพระองค์ไม่ได้รับการตอบรับจากทางคณะราษฎร พระองค์จึงได้สละราชสมบัติ พร้อมกับพระราชดำรัสที่ไพเราะ งดงาม และทรงภูมิ ดังที่คุณโกศลได้นำมาแสดงไว้ และผมก็นำมาแสดงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้น หากจะอ้างอิงใดๆ โปรดกรุณาดูแก่นสารของ “งานทั้งชิ้น” ด้วย ไม่ใช่เพียง ยกข้อความหนึ่ง ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเหตุการณ์จริงมาอธิบาย โดยไม่เห็นรูปรอยของประวัติศาสตร์อันแท้จริง ของเหตุการณ์นั้นๆ เลย อย่างที่คุณโกศล และนักประวัติศาสตร์อีกมากมายใคร่ทำเป็นอย่างมาก

[5] ในส่วนของรัชกาลปัจจุบันนั้น ผมเองคงไม่สามารถอภิปรายอย่างลงลึกในรายละเอียดได้มากดังรัชกาลก่อนหน้าพระองค์อื่น เนื่องจากกฏหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หรือ มาตรา 112 แห่งประมวลกฏหมายอาญานั้น ครอบคลุมการคุ้มครองถึงตัวพระองค์ (แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต) ฉะนั้นระดับความสามารถในการอภิปรายของผม จึงแตกต่างกัน โปรดเข้าใจถึงสถานะในจุดนี้ด้วย

ในส่วนนี้นั้น ผมจะไม่ขออภิปรายในลักษณะเจาะลึกถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใด โดยเฉพาะเจาะจง แต่จะพูดถึงหลักการ ตามหลักวิชาของพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แล้วก็ขอให้ท่านทั้งหลายพึงระลึกเปรียบเทียบกันดูเอง ด้วยจิตใจแบบวิญญูชนต่อไป

ตามหลักการแล้ว เป็นความจริงที่พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะดำรงสถานะอยู่ในลักษณะที่ “ฟ้องร้องไม่ได้” หรือที่เรารู้จักกันภายใต้คำว่า The King Can Do No Wrong. นั่นเป็นเพราะการกระทำทุกอย่างในฐานะตำแหน่งของประมุขแห่งรัฐ ของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ล้วนไม่อาจจะกระทำโดยตรงด้วยพระองค์เองได้ ทุกการกระทำล้วนต้องมีผู้สนองรับราชโองการ ซึ่งผู้สนองรับราชโองการนั้น ย่อมเป็นผู้ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำใดๆ ที่ตนไปสนองรับราชโองการมา

กล่าวก็คือตัวกฏหมายนั้นคุ้มครอง “การกระทำในตำแหน่งหน้าที่” ของพระมหากษัตริย์ ในฐานะ “พระประมุข” ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และ/หรือรัฐบาลเสมอ และ “การกระทำใด ที่มิใช่การกระทำในตำแหน่ง ของสถาบันพระมหากษัตริย์” หากแต่เป็นพฤติการณ์ “ส่วนพระองค์” เอง ย่อมอยู่นอกเหนือการคุ้มครองดังกล่าว เนื่องจากนี่คือการคุ้มครอง “ตามตำแหน่ง” ฉะนั้น การกระทำใดๆ ของพระมหากษัตริย์จะไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และ/หรือคณะรัฐมนตรีย่อมเป็นสิ่งที่กระทำมิได้ ด้วยเหตุนี้พระราชดำรัส หรือพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ออกสู่สาธารณะ หรือการอนุมัติใช้ และผ่านกฏหมายใดๆ ย่อมต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภา และ/หรือคณะรัฐมนตรีก่อน (เว้นแต่เป็นพระราชดำรัสในทางลับ) และการกระทำส่วนพระองค์ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามหลักการนี้ ย่อมอยู่นอกเหนือหลัก The King Can Do No Wrong. ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ภายใต้ระบอบที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา” นั้น ย่อมหมายความว่า การออกกฏหมายทุกประเภท ย่อมต้องตกอยู่ในอำนาจของรัฐสภา และ/หรือคณะรัฐมนตรีอย่างไม่มีข้อยกเว้น ในการพิจารณาอนุมัติ, แก้ไข, หรือยกเลิก ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ, กฏมณเฑียรบาล, พระราชบัญญัติ, ฯลฯ โดยการบังคับใช้เป็นกฏหมายนั้น จะถือว่าสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการประกาศอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งในจุดนี้ ผมมีเอกสารชิ้นหนึ่ง ซึ่งอยากให้ท่านได้ดู นั่นคือ ประกาศผู้รักษาพระนคร ปี พ.ศ. 2500 ซึ่งมีการประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษาอย่างสมบูรณ์ และในทางความเป็นจริง ก็มีการบังคับใช้ตามประกาศดังกล่าวด้วย แต่โปรดสังเกตดูว่าประกาศดังกล่าวมีผู้สนองรับราชโองการหรือไม่ ผมได้ทำการอัพโหลดไว้ให้ร่วมพิจารณากันแล้ว สามารถดาวน์โหลดเอกสารดังกล่าวได้ จากลิ้งก์ที่แสดงไว้นี้ http://www.mediafire.com/imageview.php?quickkey=kce3dys5ajkv2ke&thumb=4

ฉะนั้นผมจึงอยากให้ผู้อ่านผู้สวมวิญญาณวิญญูชนทุกท่าน จงโปรดพิจารณาหลักฐาน และหลักการต่างๆ ตามที่ผมได้นำเสนอมา เพื่อระลึกเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย และพร้อมกันนั้น ก็เทียบกับข้อความของคุณโกศล ที่กล่าวว่า [“การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล การทำงานของรัฐสภา และการตัดสินคดีความของตุลาการ อันเป็นอำนาจสูงสุดทั้งสามจะกระทำภายใต้พระปรมาภิไธยก็ตาม แต่พระองค์ก็ไม่มีพระราชอำนาจใดที่จะทำให้ทรงสามารถแทรกแซงอำนาจขององค์กร ทั้งสามได้”] สืบไป

[6] จากข้อความของคุณโกศล ที่กล่าวว่า

พระองค์ (รัชกาลที่ 9 – กฤดิกร) ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน โดยเสด็จเยี่ยมเยือนราษฏรทุกหมู่เหล่า ทรงพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านโครงการส่วนพระองค์หลายพันโครงการ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค นำไปสู่การพัฒนาตนเองของประชาชนจนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทรงแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในส่วนที่ภาครัฐคือรัฐบาลซึ่งมาจากการ เลือกตั้งไม่สามารถทำได้ เพราะติดขัดด้วยกระบวนการทางการเมือง ด้วยเหตุว่าการที่จะกระทำสิ่งใดย่อมคิดถึงผลในทางการเมืองเป็นที่ตั้ง จึงเกิดความล่าช้าและไม่เท่าเทียมกันขึ้นในสังคมภายใต้การบริหารงานของ รัฐบาลที่มาจากภาคการเมือง ต่างจากกษัตริย์ที่ทรงถือว่าประชาชนทุกคนล้วนเป็นประชาชนของพระองค์ ทรงกระทำทุกอย่างโดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนพระองค์แอบแฝง

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับหลักการของพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ตามที่ผมได้อภิปรายไปในหัวข้อก่อนแล้ว ที่กล่าวถึงความครอบคลุมของกฏหมาย ต่อกระกระทำใดๆ ของ “สถาบัน” พระมหากษัตริย์ ในฐานะ (ตำแหน่ง) องค์ประมุขแห่งรัฐ ซึ่งนั่นไม่ได้ครอบคลุม “พระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ ที่ไม่ได้รับการเห็นชอบ, รับรอง, และ/หรือผ่านการอนุมัติจากทางรัฐสภา และ/หรือคณะรัฐมนตรี” (คือมีผู้รับสนองราชโองการ) เอาไว้ด้วย

แต่เราก็คงต้องลองคิดกันอย่างยุติธรรม และมีใจวิญญูชนอีกคราดูว่า ในความเป็นจริงแล้วพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ต่างๆ หรือโครงการหลวงต่างๆ นั้น สามารถได้รับการตรวจสอบ, วิพากษ์, ถกเถียง, ชำแหละ, หรือแม้แต่ด่าได้เหมือน หรือในระดับที่ใกล้เคียงกับการกระทำในลักษณะเดียวกัน หรือการกระทำในทางการเมืองอื่นใดหรือไม่? และด้วยคำถามแบบเดียวกับที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยได้อภิปรายไว้ คือ เมื่อการตรวจสอบมันเกิดขึ้นไม่ได้ เราจะทราบ “อย่างแท้จริง” ได้อย่างไรว่า “การกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลดีจริงๆ หรือเกิดดอกผลที่ดี มากกว่าต้นทุนที่ต้องสูญเสียไป”

ผมเองก็ไม่ทราบ และคาดว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะมีผู้ได้ที่ทราบได้ และก็อีกครั้งที่ต้องขอให้ผู้อ่าน ซึ่งทำใจเยี่ยงวิญญูชน ลองเทียบเคียงข้อความดังกล่าวของคุณโกศล และเนื้อความตามที่ผมได้อภิปรายไป และลองถามตนเองดูว่าในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นเช่นไร และท่านเองสามารถตอบคำถามเหล่านี้ ที่ผมไม่มีปัญญาจะตอบได้ ได้หรือไม่? หรือทั้งหมดที่ท่านทราบมันเป็นเพียงสิ่งที่ท่านทราบสืบต่อมาอีกทอดหนึ่ง จากคำบอกเล่าของสื่ออื่นๆ แต่ไม่เคยได้สามารถลงไปพิสูจน์เองได้เลย?

และคงจะดีไม่น้อยหากเมื่อท่านได้ลองอ่าน ลองคิดดูดังว่าแล้ว ได้ลองชายตากลับไปมองที่ “คำโปรย” ของผมอีกครั้งหนึ่ง

ประการที่สอง วิพากษ์ว่าด้วยลักษณะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย

[1] ในประเด็นที่คุณโกศล อภิปรายถึงเรื่องความสัมพันธ์ลักษณะพ่อกับลูก หรือใกล้ชิดเป็นครอบครัวเดียวกัน ของกษัตริย์ไทย กับประชาชน ว่าเป็นลักษณะพิเศษนั้น ก็ดังได้ที่ผมอภิปรายไปแต่แรกแล้วว่า เรื่องราวของ “เชื้อมูลก่อนความเป็นชาติ” นั้น ไม่อาจจะนับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติได้เลย ฉะนั้นการยกเอาลักษณะความสัมพันธ์ตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามฯ ยังหนุ่มอยู่ มาอภิปรายก็คงจะไม่เกิดดอกผลอะไรในทางวิชาการได้ ไม่เพียงเท่านั้น หากมองด้วยตรรกะชุดเดียวกันนี้ เราย่อมสามารถมองย้อนกลับไปได้อีกไกลแสนไกล ถึงกาลเวลาที่มนุษย์ยังไม่สู้รวมหมู่กันดีนัก และเอาไม้ทุบหัวหญิงมาผสมพันธุ์กันทีเดียว

นอกจากนี้ หากเรานึกสนุกจริงๆ อยากจะลองสวมแว่นตายี่ห้อหลวงวิจิตรฯ ดูบ้าง แล้วลองสมมติว่าตนเองนั้นวนเวียนอยู่ในโลกแบบหลวงวิจิตรฯ (ซึ่งคงกล่าวได้ว่าเป็น “โลกต่างมิติในทางหลักวิชา”) ผมก็ยังไม่เห็นลักษณะพิเศษอะไรอย่างที่ว่าเลย เพราะลักษณะแบบดังกล่าว ก็เป็นลักษณะทั่วไปของสังคมชนเผ่า (Tribal) ที่คาบเกี่ยวอยู่สังคมแบบนครรัฐ

ในทางตรงกันข้าม จากบทความของคุณโกศล ที่นำเสนอว่าในรัชกาลปัจจุบัน ผู้ซึ่งอยู่ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญนั้น การจะมีลักษณะความสัมพันธ์ (ทางอำนาจ, สังคม, การเมือง, ฯลฯ) ในรูปแบบเดียวกัน อย่างที่คุณโกศลได้กล่าวไว้ว่า [“แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังคงดำรงอยู่ ดังปรากฏในพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ในทุกรัชกาลที่ได้ยกมาข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัชกาลปัจจุบัน ทรงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์กับประชาชนว่าเป็นเสมือน ครอบครัวเดียวกันอย่างชัดแจ้ง”]  นั้นย่อมเท่ากับเป็นการกล่าวว่า พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของรัชกาลปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้อง หรือเป็นไปตามแนวทาง หรือหลักปฏิบัติของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยไปด้วย เพราะการมีปโครงสร้างความสัมพันธ์กับราษฎรในลักษณะเดียวกับความสัมพันธ์ในยุคก่อนประชาธิปไตย ย่อมนำมาซึ่งพระราชอำนาจที่เกินกว่าขอบเขตตามหลักการ ของกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นย่อมนำไปสู่ปัญหาเรื่องอำนาจที่ล้นเกินรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์สืบไป ดังได้มีการอภิปรายเรื่องนี้มาบ้างแล้ว นำโดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มนิติราษฎร

[2] ส่วนนี้ผมขอเริ่มต้นด้วยข้อความของคุณโกศลก่อนเลยว่า

ความจงรักภักดีของประชาชนต่อสถาบันกษัตริย์ ความจงรักภักดีดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจากการบังคับ หรือการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ

คือ หากพูดกันในเชิงตรรกะแล้ว ข้อความของคุณโกศลเองที่บอกว่า “มิได้มาจากโฆษณาชวนเชื่อ” นั้น ก็เป็นโฆษณาชวนเชื่อโดยตัวมันเองอยู่แล้วครับ โดยที่ผมไม่ต้องไปเล่นงานอะไร ที่ไหนไกลเลย

ผมขอถามคุณโกศลแบบง่ายๆ เลยนี่แหละครับว่า ข้อความโฆษณาชวนเชื่อของคุณที่กล่าวว่า “ความจงรักภักดีดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการบังคับ หรือการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ” นี้นั้น สามารถถูกขุดคุ้ย เจาะลึก และเอาข้อเท็จจริงมาตีแผ่ แล้ววิพากษ์กันต่อได้โดยอิสระตั้งแต่เมื่อไหร่? สิ่งที่ผมสามารถทำได้มากที่สุดเท่าที่ความปลอดภัยของผมจะได้รับการรับประกันไว้ก็คือ “วิพากษ์คำพูดของคุณโกศลเอง” แต่นั่นไม่ใช่ความสามารถของผมในการ “วิพากษ์การกระทำที่คุณกล่าวอ้างถึงได้”

นั่นเป็นเพราะอะไรล่ะครับ? นั่นเป็นเพราะการคุ้มครองทางกฏหมาย ที่อยู่เหนือล้นหลักการของกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญมิใช่หรือ ที่ทำให้พฤติการณ์ใดๆ ของประมุขแห่งรัฐ ที่เป็นการกระทำส่วนตัว หรือไม่ใช่การกระทำตามตำแหน่ง ล้วนได้รับความคุ้มครองให้อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ หรือการนำเสนอในทางลบ และหากการกระทำทุกประการล้วนไม่อาจจะตรวจสอบ หรือวิพากษ์ในทางลบใดๆ ได้ ถูกแสดงออกมาแต่ในทางบวกแล้ว สิ่งนั้นจะพอนับได้หรือเปล่าหนอว่ามันคือโฆษณาชวนเชื่อ?

ลองนึกถึงโฆษณายาสระผมก็ได้ครับ หากมีโฆษณายาสระผมที่บอกคุณว่า สระเพียงครั้งเดียว ผมที่อยู่ในสภาพแห้งเสีย กรังสุดๆ ของคุณ จะฟื้นคืนสภาพสวยสมบูรณ์ได้ในทันที และหากการโฆษณาดังกล่าว ไม่อาจจะตรวจสอบ, วิพากษ์วิจารณ์ในทางสาธารณะใดๆ ได้เลย และโฆษณาดังกล่าวก็ยังคงวนเวียนโฆษณาอยู่เช่นนั้นอย่างไม่มีวันจบวันสิ้น ท่านจะเรียกโฆษณาดังกล่าวว่าอะไร? (โปรดชายตากลับไปมองคำโปรยของผมอีกครั้ง)

ผมคงไม่ต้องเอ่ยถึงการนำเสนอข่าวที่กำหนดเวลาชัดเจน และต้องนำเสนอทุกวัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อให้วันนั้นสึนามิถล่ม หรือแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดแปดริดเตอร์จะมาเยือนก็ตาม, ผมคงไม่ต้องเอ่ยถึงการรณรงค์ “เพื่อพ่อ, เฉลิมพระเกียริต์, เพื่อเสด็จเป็นพระราชกุศล, ฯลฯ” ทั้งหลายทั้งปวง. ผมคงไม่ต้องพูดถึงการศึกษาภาคบังคับ ที่ต้องเรียนเรื่องเดิมๆ แบบเดิมๆ ตลอดเวลานับแต่แรกย่างเท้าเข้าโรงเรียนไป จนกระทั่งวันตาย, หรือแม้แต่พระราชดำรัสอันแสนโด่งดังของรัชกาลที่ 7 ดังผมได้อภิปรายไว้แล้ว หรอกกระมัง (ฯลฯ ฯลฯ) เพียงแค่ตอบคำถามผมเรื่องโฆษณายาสระผมนั่น, ชายตามองคำโปรยผม และลองคิดเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ที่ผมคิดว่าผมคงไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงเหล่านี้ ด้วยวิญญาณวิญญูชนก็คงจะเพียงพอแล้ว

[3] “พระราชอำนาจแห่งราชธรรม แม้ว่ากษัตริย์ทรงไร้พระราชอำนาจในทางการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับกำหนดให้พระองค์อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ไม่มีพระราชอำนาจที่จะทรงแทรกแซงกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินได้” คุณโกศลกล่าว

“กลับไปดูที่พูดไปแล้วข้างต้น โดยเฉพาะประกาศผู้รักษาพระนคร พ.ศ. 2500” กฤดิกร ตอบ

[4] หลังจากการพูดเรื่องความไม่สามารถแทรกแซงการเมืองได้ ของพระมหากษัตริย์ คุณโกศลก็ได้พยายามพูดถึง ความแปลกพิเศษของพระมหากษัตริย์ไทย ที่คุณโกศลเรียกว่า “พระราชอำนาจแห่งราชธรรม” ซึ่งมีที่มาจากเหตุผล 2 ประการ ซึ่งทั้งสองประการนั้น ล้วนได้โดนตีตกไปแล้วทั้งคู่ ทั้งเหตุผลในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ กับความเป็นชาติ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้มีความพิเศษใดๆ เลย และเป็นเรื่องที่นำมาเทียบเคียงไม่ได้ด้วยในทางหลักวิชา ดังได้อภิปรายไป และเรื่องความจงรักภักดีของประชาชนในชาติ ซึ่งคุณโกศลอ้างว่าไม่ได้มาจากโฆษณาชวนเชื่อนั้น ผมเองไม่ขออภิปรายอะไรมากเป็นพิเศษ นอกจากเรื่องโฆษณายาสระผมสมมติของผม และให้เป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่มีใจเป็นวิญญูชนที่จะตัดสินเอาเอง ว่าความจงรักภักดีนั้น มาจากความจริงใจ หรือไม่ อย่างไร

นอกจากนี้คุณโกศล ยังได้พยายามจับยัด หลักการทางพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม หรือธรรมทั้งสิบประการของพระราชา” เข้ามาอ้างตลอดงาน ว่ายังผลให้เกิดสถานะพิเศษดังกล่าว จนทำให้พระองค์ (รัชกาลที่ 9) ทรงสามารถให้คำแนะนำ และทุกคนก็จะปฏิบัติตามพระราชดำรัสอย่างเคร่งครัดได้ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการกระทำในลักษณะนี้ คือ ผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง อย่างประมุขแห่งรัฐ หากออกมาแสดงพฤติการณ์ใดๆ ในทางสาธารณะ อย่างเป็นทางการ “ตามหลักการ” แล้ว ย่อมนับเป็นการกระทำทางการเมืองทั้งสิ้น ยิ่งตัวคุณโกศลเอง เสนอว่าสิ่งนี้คืออำนาจรูปแบบหนึ่ง (พระราชอำนาจแห่งธรรม) นั่นย่อมเท่ากับเป็นการกล่าวโดยนัยว่า นี่เป็นการ “ใช้อำนาจในทางการเมือง” ด้วยเฉกเช่นเดียวกัน ยังไม่นับการพยายามผูกหลักการทางศาสนา เข้ากับการเป็นอำนาจ หรือพฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งนับว่าขัดต่อหลักในทางสากลของระบอบประชาธิปไตยในตัวมันเองด้วย มีแต่รัฐที่ศาสนจักร เป็นใหญ่เหนืออาณาจักรเท่านั้น จึงจะใช้หลักการการอ้างอิงอำนาจของศาสนา กับอำนาจทางการเมือง ในลักษณะดังกล่าว เช่น ประเทศในตะวันออกกลางบางประเทศ

[5] จากที่คุณโกศลกล่าวอ้างว่า

การที่กษัตริย์ทรงไร้ซึ่งพระราชอำนาจทางการเมือง ย่อมหมายถึงทรงไร้พระราชอำนาจที่จะปกป้องพระองค์เองและสถาบันกษัตริย์ด้วย แต่อาศัยลักษณะพิเศษของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยดังที่ได้อภิปรายมาแล้วข้าง ต้น จึงทำให้สังคมไทยต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ด้วยการตรากฎหมายเอาไว้

นั่นย่อมเป็นการไม่ถูกต้องเลย เพราะ “ในทางหลักการ” แล้ว (1) การกระทำใดๆ ที่เป็นการกระทำในฐานะตำแหน่งของประมุขแห่งรัฐนั้น ย่อมไม่ต้องมีพระราชอำนาจใดๆ ที่จะเป็นจะต้องมาปกป้องตัวสถาบันพระมหากษัตริย์เองอยู่แล้ว เพราะเมื่อเป็นการกระทำตามหน้าที่ของประมุขแห่งรัฐ ก็ย่อมมีผู้รับสนองราชโองการรับผิดชอบแทนทุกประการสืบไป (เว้นเสียแต่จะกระทำ โดยไม่มีผู้สนองราชโองการ ซึ่งนับเป็นการขัดต่อหลักการประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง) และ (2) หากเป็นการกระทำส่วนพระองค์ใดๆ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองในทางกฏหมายนั้น เพราะองค์ก็ย่อมสามารถทำการฟ้องร้องกลับในนามส่วนพระองค์เองได้ ซึ่งพระองค์จะตัดสินใจฟ้อง หรือไม่ฟ้องนั้น ย่อมเป็นพระราชวินิจฉัยของพระองค์เอง ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คนอื่นจะต้องเข้าไปสอดรู้สอดเห็น (หรือภาษาบ้านๆ เรียกว่า “เสือก”) ด้วยเลย

นี่ยังไม่นับถึงการอภิปรายปัญหาของตัวบทลงโทษที่คุณโกศลอ้างว่า “สมควรแล้ว” ด้วยนั้น ว่าแท้จริงแล้วบทลงโทษดังกล่าวรุนแรงยิ่งกว่าบทลงโทษของข้อกฏหมายเดียวกันนี้ ในยุคที่ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก โดยส่วนตัวนั้น ผมเห็นด้วยกับปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ว่าในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรจะต้องมีใครต้องมาเข้าคุกเพราะคำพูดอีกต่อไป แต่ต่อให้ท่านไม่ได้ร่วมสมาทานความคิดดังกล่าว แบบผม แต่อย่างน้อย โดยหลักการแล้ว โทษนี้ก็ไม่ควรจะสูงกว่าโทษในยุคที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เลย ไม่ว่าจะใช้ระบบความคิดแบบใดก็ตาม (นอกเสียจากจะไม่ได้ใช้ความคิดอันใดเลย)

ประการที่สาม วิพากษ์ว่าด้วยปัญหาการใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คุณโกศล ได้กล่าวไว้ว่า

กฎหมายดังกล่าวจึงหาได้บัญญัติขึ้นเพื่อกีดกันหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าทางวิชาการ หรือทางหนึ่งทางใดไม่ หากการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ อย่างสร้างสรรค์ และไม่ หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งหมด ดังที่มีนักวิชาการจำนวนมากได้ค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย เขียนตำรา หนังสือ บทความ เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์เป็นจำนวนมาก ก็มิได้มีปัญหาแต่อย่างใด

ประเด็นของมันคือ การที่จะปลอดภัยจากการบังคับใช้กฏหมายชุดนี้นั้น ควรเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะ ผู้ซึ่งอยู่ในสถานะที่มีเกราะกำบัง และสิทธิพิเศษทางวิชาการ อย่างนักวิชาการบ้าง นักหนังสือพิมพ์บ้าง (แต่กลุ่มแรกมีแววว่าจะได้รับการคุ้มครองที่สูงกว่าใครเพื่อน แต่กลับมีวี่แววที่จะขลาดกลัวยิ่งกว่าใครเพื่อนด้วย) แต่ข้อเรียกร้อง วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะในแง่ใด และจากบุคคลกลุ่มใด ในบรรยายกาศวิชาการหรือไม่ ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองในลักษณะเดียวกันครับ จริงอยู่แม้คุณจะเขียนมาในลักษณะที่ผมพอจะทำใจยอมรับได้บ้างว่ากฏหมายนี้ไม่ได้มีเจตนารมย์ที่จะกีดกันเสรีภาพไม่ว่าจะทางวิชาการหรือไม่ แล้วคุณก็บ่ายเบี่ยงไปโทษเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างตำรวจเป็นส่วนใหญ่ ที่ทำให้กฏหมายมาตรานี้ถูกเล่นงาน จากที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้ ผมอยากจะเสนอว่า มันไม่ใช่แค่เพราะการใช้กฏหมายนี้จากตำรวจหรอกครับ แต่มันเป็นเพราะนี่คือกฏหมายที่ถูกฝังไว้กับอิทธิพล และอำนาจทางวัฒนธรรม ที่ถูกสร้าง และสั่งสมขึ้นมาจากการกล่อมเกลาในลักษณะเดียวกับโฆษณายาสระผมสมมติที่ผมได้อภิปรายไปนั่นแหละ

เจ้าหน้าที่รัฐอย่างตำรวจเอง ก็ได้รับการจองจำอยู่ในอำนาจทางวัฒนธรรมดังกล่าว และแน่นอน คนทั่วๆ ไปในสังคม (รวมทั้งคุณด้วย) ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งรูปแบบของกฏหมายที่แปรสภาพทุกคนในสังคมให้กลายเป็นดั่งตำรวจลับเกสตาโป ของนาซี และเที่ยวไล่จับ และฟ้องร้องเรื่องนี้ได้ต่างหากครับที่เป็นปัญหาอย่างแท้จริง

อย่าให้ผมต้องยกสารพัดกรณีมาโต้คุณเลย ชาวสวิสต์ ที่เมา แล้วพลาดไปปัสสาวะรดพระบรมฉายาลักษณ์เมื่อหลายปีก่อน นั้นจะนับได้ว่ากระทำโดยมีเจตนาใดๆ? แต่สุดท้ายศาลก็จับขังคุก หรือกรณีนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ที่เพียงไม่ยืนตรงก่อนที่ภาพยนตร์จะเริ่ม ก็โดนฟ้องร้องในคดีเดียวกัน, หรือกรณีอย่างคุณดา ตอปิโดนั้น ที่กล่าวได้ว่าวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนฐานของหลักวิชาการเสียด้วยซ้ำกลับโดนจับ และตัดสินจำคุกยาวนาน

แต่กับกรณีของ ส.ศิวรักษ์ ที่ต่อให้โดนฟ้องอีก 100 ครั้ง และต่อให้ด่าพระมหากษัตริย์ว่า “เหี้ย” อีกสักกี่หน ขอแค่เค้าไปอ้างว่า ตนเป็นผู้จงรักภักดี (ฯลฯ ฯลฯ) ก็รอดแล้ว กรุณาอย่าเข้าใจผิดว่าผมต้องการให้สุลักษณ์โดนจับอะไรไป ผมเชื่อว่าไม่ควรมีใครโดนจับเข้าคุก หรือลงโทษเพราะกฏหมายข้อนี้อีกเลย แต่ผมเพียงอยากจะแสดงให้คุณเห็นว่า ที่นักวิชาการไม่โดน แต่คนธรรมดาที่พูดในเนื้อหาที่ “เบากว่านักวิชาการ” บางคนมากๆ นั้นกลับโดน มันเป็นเพราะเกราะกำบังทางสังคมที่มอบให้กับนักวิชาการผู้แสนจะขี้ขลาดทั้งหลายเหล่านั้น และเพราะภาษีเฉพาะตัวของสุลักษณ์ต่างหากที่ทำให้พวกเค้ารอดออกมาได้ หาได้เป็นเพราะเจตนารมย์ของกฏหมายอย่างที่คุณว่ามาไม่ ที่ทำให้งานวิจัยของนักวิชาการบางคน “รอด” ไปได้ และงานวิชาการที่ “รอด” เหล่านั้น ก็ล้วนแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็นรายรอบ ที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ตัวพระมหากษัตริย์ตรงๆ ได้ด้วย งานวิชาการบางชิ้นเอง ที่ก็พอจะนับได้ว่าอยู่บนฐานของหลักวิชา ของนักวิชาการบางชิ้น (ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย) อย่างของใจลส์ อึ๊งภากรณ์ ก็โดนคดีนี้เช่นเดียวกัน

กฏหมายนี้มันไม่ได้มี “เจตนารมย์อันดีงาม เป็นกลาง” อะไรอย่างที่คุณว่ามาเลยครับ คุณโกศล

ประการที่สี่ วิพากษ์ว่าด้วยข้อเสนอเพื่อการใช้กฏหมายให้เกิดความยุติธรรม

ผมเองก็อยากจะขอบคุณในเจตนาดีของคุณโกศลนะครับ ที่อยากจะแสวงหาความยุติธรรมให้กับการใช้กฏหมายนี้อยู่บ้าง แม้ข้อเสนอของคุณมันจะไม่มีทางนำไปสู่ความยุติธรรมได้จริงๆ เลย คือต่อให้คุณเลือกเอาองค์กรไหนมาเป็นตัวกลางในการจัดการเรื่องนี้ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DSI ที่มีอธิบดี อย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ที่เพิ่งสั่งฟ้องกลุ่มคนเสื้อแดงว่าหมิ่น เพียงเพราะภาษากาย ที่มาจากการถอดรหัสสัญลักษณ์ของนายธาริตเอง

เหตุผลที่ผมบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีทางก่อให้เกิดผลอะไรที่ดีขึ้นเลยนั่นก็เพราะตราบใดที่การสร้าง กล่อมเกลา และรักษาซึ่งพลังทางวัฒนธรรม ให้รัก และเข้าใจอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์เกินกว่าขอบเขตอำนาจในทางหลักการของกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นอย่างที่เป็นอยู่ ต่อให้คุณเสนอมาอีกร้อยองค์กรก็ไม่เป็นผลครับ คุณต้องยุติการมีอยู่ของพลังทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้หมดไปก่อนครับ ซึ่งมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มีการจัดการกับมาตรา 112 และวิธีการนำเสนอเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะเดียวกับโฆษณายาสระผมสมมตินั่นครับ เพราะองค์กรที่เข้ามาคัดเลือก และจัดการดังที่คุณเสนอมา ก็เป็นผู้ซึ่งถูกจองจำอยู่ในกรงทางความคิดของอำนาจทางวัฒนธรรมชุดนี้เช่นเดียวกันอยู่ดี

ดังที่ผมได้เสนอไปแล้วครับว่า หากเป็นการกระทำในฐานะตำแหน่งพระประมุข กฏหมายเหล่านี้ย่อมไม่จำเป็นต้องมีอยู่เลย แต่หากเป็นการกระทำส่วนพระองค์เอง หากพระองค์ทรงเลือกที่จะกระทำการกระทำส่วนพระองค์ใดๆ แล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ต้องยอมแบกรับความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้เหนือการกระทำนั้นๆ ไว้ด้วยพระองค์เองด้วย ซึ่งหากคิดจะมีการฟ้อง ข้อวิพากษ์วิจารณ์เหนือการกระทำส่วนพระองค์ดังกล่าว ก็ควรจะเป็นการฟ้องร้องโดยพระองค์เองครับ

แล้วกรุณาอย่าให้ผมได้เห็นความเห็นหลุดโลกอย่าง “พระองค์จะลงมาฟ้องเองได้ไง หัดคิดถึงความเป็นจริงหน่อยสิ” ก็แล้วไงครับ? หากนั่นเป็นความเป็นจริง นั่นย่อมแปลว่าพระองค์มีพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์เองที่จะไม่ฟ้องแล้ว และเลือกที่จะทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์นั้นๆ คุณ “ซึ่งเป็นคนอื่น เป็นคนนอก” ก็ควรจะเลิกแส่ในพระราชวินิจฉัยนั้น อันเป็นเรื่องส่วนพระองค์เองได้แล้ว และหัดรู้จักอดทนอดกลั้นกันบ้าง


[1] สามารถดูประเด็นนี้ของผมเอง เพิ่มเติมได้ใน http://kritdikornwongswangpanich.wordpress.com/2009/10/29/european-union-identity/

Comments
4 Responses to “สารโต้ตอบบทความของคุณโกศล อนุสิม: ผู้เขียนเรื่องสถาบันกษัตริย์ได้ยาวเหยียดโดยไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องนี้เลย”
  1. chanart พูดว่า:

    ตอบยาวกว่าตาโกศลอีกครับ…….ว่าแต่ตาโกศลแกจะได้อ่านบ้างมั้ยครับ

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      คิดว่าในวันสองวันนี้ประชาไทน่าจะลงให้แล้วนะครับ (ช่วงนี้บทความเข้าประชาไทเยอะมาก ทางกอง บก. ตรวจดูไม่ทัน คือผมส่งไปตั้งแต่วันที่เขียนเสร็จแล้วแหละ แต่เพิ่งจะตรวจแก้เสร็จไม่นานนี้เอง)

      หลังจากนั้นก็ค่อยคอยดูเอาแหละครับ

  2. kks พูดว่า:

    อุ้ย เอ็งใช้ fallingangel ในคนเหมือนกัน ฟ้าเดียวกันป่าวอะ คือในเว็บนั้นเขาอ้างชื่อคุณไปตั้งกระทู้ปรามาศพระพุทธเจ้าไว้อะ

    • Kritdikorn Wongswangpanich พูดว่า:

      ใช่ครับ และผมนี่แหละคนที่ปรามาสนั่นเลย ผมยังคงยืนยันคำเดิม

Leave comment here...please be logical. (กรุณาแสดงความเห็น ณ จุดนี้ และโปรดใช้ตรรกะด้วย)

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.