ความคิดเห็นส่วนตัว: เรื่องเล่าอย่างย่อของประเด็นทักษิณ กับสถาบันพระมหากษัตริย์
นี่เป็นส่วนที่คัดมา (มี edit นิดหน่อย น้อยมากๆ ไม่ได้เปลี่ยนตัวสารเดิมแต่อย่างใด) ระหว่างผม กับเพื่อนใน facebook ท่านหนึ่ง ผมเห็นว่าสามารถนำมาคิดต่อได้ (ทั้งกับตัวผมเอง และคนอื่น) เลยขอนำมาแปะแสดงไว้ … ขออนุญาตคู่สนทนาเรียบร้อยแล้ว
ตามนี้
—————————
Facebook User: น้องเบสท์คิดว่าช่วงบริบทก่อนทักษิณจะก้าวเข้ามาว่าสถานะอำนาจเขาเป็นไง และช่วงทักษิณเป็นนายกไปกระทบอะไรพวกเขา พวกเขาทำไง จนโค่นทักษิณลง?
ผม: จริงๆ คำถามของคุณ Facebook User นั้นหากจะต้องเขียนถึงแบบจริงๆ จังๆ มันเขียนหนังสือได้เป็นเล่ม หรือบทความขนาดยาวเลยก็ว่าได้นะครับ (ซึ่งคงเกินความสามารถผม) ผมก็ขอสรุปๆ เอาแล้วกัน
–> ช่วงก่อนทักษิณ
ผมมองสถานะและอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในลักษณะที่เข้มแข็ง มั่นคง และเงียบงันมาก คือ หากจะพูดให้ถูกต้องแล้ว ผมอยากให้มองว่า “ยิ่งอำนาจกระทำการณ์ในทางการเมืองของกษัตริย์มีความเงียบงันมากเท่าไหร่ มันยิ่งแข็งแกร่ง มั่นคงเท่านั้น”
ผมพอจะมีคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้อยู่ แต่ค่อนข้างยาว และผมเคยเขียนเป็นบทความออกมาเมื่อหลายปีก่อน (ตอนนี้บอกตรงๆ ว่าคงต้องมี edit หลายจุด แต่เรื่องการก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งสถานะและอำนาจของกษัตริย์ ผมคิดว่ายังคงใช้อธิบายได้ในระดับหนึ่ง)
ผมอยากให้มองโดยเปรียบเทียบงี้ก่อน เอาแบบตรงๆ และยอมรับกันจริงๆ นี่แหละ ว่าช่วงก่อนทักษิณ (เอาจริงๆ แม้แต่ในยุคทักษิณช่วงแรกๆ ด้วย) เราไม่มีทางเลยที่จะ “รู้สึกได้ถึงอำนาจอันล้นเกินระบอบ ปชต. ของสถาบันพระมหากษัตริย์” อย่างที่เรารู้สึกในตอนนี้ และสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ โดยทั่วไปด้วย (ยกเว้นก็แต่คนกลุ่มเล็กมากๆ อย่างพวก อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, อ.ธงชัย วินิจจะกูล, ฯลฯ)
แต่การที่เรา “ไม่รู้สึกถึงเลย” นี้ ไม่ได้แปลว่า “อำนาจนั้นไม่มีอยู่” แต่ นั่นเป็นเพราะอำนาจนั้นมันทำงานอย่างแยบคายมาก well-planned มากๆ จนเรา “กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน โดยไม่รู้สึกตัว ไม่ตะขิดตะขวางใจ” และนี่คือ “ความแข็งแกร่งมั่นคง” อย่างเหลือล้นของสถาบันพระมหากษัตริย์
ในตอนนั้น แม้จะมี speech ในวันที่ 4 ธันวา ของทุกปี เหมือนกับตอนนี้, ข่าว 2 ทุ่มทุกวันเหมือนกัน, โรงเรียนสั่งสอนทางเดียวเหมือนกัน, ใช้งบล้นหลามอวยเหมือนกัน, โครงการในพระราชดำริ, ฯลฯ เหมือนกันหมด แต่ “เรารู้สึกถึงมัน” ไม่เหมือนกัน (สังคมในวงกว้างด้วยเช่นเดียวกัน)
–> ในยุคทักษิณ (คือ ในระดับหนึ่งมันต้องเขียนแยกยุคเพื่อให้เห็นชัด แต่ในอีกระดับ มันเขียนแยกกันแบบขาดๆ ไม่ได้)
ผมอยากให้เข้าใจก่อนว่า ผมไม่มองเลยว่าทักษิณ “คิดต้านเจ้า” ในตอนที่เค้ามีอำนาจ (ไม่มี sign อะไรที่เด่นชัดเลยด้วยซ้ำ) เอาเข้าจริงๆ หากไม่ลืมกันไป กรณีเสื้อเหลือง เฉลิมพระเกียรติ์นี่ คนเริ่ม ก็ รบ.ทักษิณนี่แหละ
แต่ผมคิดว่ายุคก่อนทักษิณนั้น มันเป็นการเมืองที่ถูก monopolised โดยสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ไม่ต้องกังวลสนใจขั้วอำนาจอื่นๆ อะไรเลย เพราะมันไม่มี และไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ด้วย เพราะไม่มี “ศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองใดจะเข้งแข็งพอที่จะทำได้”
ในยุคทักษิณ ผมคิดว่ามันเกิดการ polarised การเมืองขึ้น แต่มันไม่ใช่ลักษณะของการ “แบ่งขั้วแยกพวก” อะไรแบบนั้น (จริงๆ เรื่องนี้คุยกันต่อหน้าจะง่ายกว่า หากผมวาดรูปชาร์ตนิดๆ หน่อยๆ ได้) คือ ผมมองว่าทักษิณเองก็ยังคงอาศัยอยู่ใน polar ของสถาบันกษัตริย์ เพียงแต่สิ่งที่ทักษิณทำคือการสร้าง “ขั้วของตนเองขึ้นมาภายในขั้วของสถาบันกษัตริย์” อยู่
คือ ขั้วของทักษิณเอง “เป็นขั้วย่อย” ที่เป็นส่วนหนึ่งของขั้วใหญ่ที่เรียกว่าขั้วของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแน่นอน สิ่งที่ทักษิณทำคือการพยายาม monopolised “ภายในขั้วตนเอง” ซึ่งนั่นไม่ได้แปลว่า “ทำให้อยู่เหนือ, แยกตัว, หรือแข่งขัน” กับขั้วสถาบันกษัตริย์แต่อย่างใด การ monoplised ดังกล่าวเป็นเพียงการทำให้ “ขั้วของทักษิณ” มีขอบเขตอันเป็น “เอกเทศ ภายใต้ขั้วของสถาบันพระมหากษัตริย์”
ทำนองว่า “มึงจะเอาเจ้า แบบเป็นพวกกู หรือจะเอาเจ้าแบบไม่เป็นพวกกู” ไม่ได้แยกขั้วในลักษณะ “เอาเจ้า – ไม่เอาเจ้า” แต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่าทักษิณเอง ก็เช่นกันกับ รบ.อื่นๆ คือการพยายามตอบสนองนโยบายของเจ้า แม้แต่เรื่อง “สงครามยาเสพติด” (สามารถดูเรื่องนี้ได้จากในบล็อกของผมเอง[1])
แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สถาบันกษัตริย์หวาดหวั่นคือ การกระทำของทักษิณ (สร้างขั้วภายในขั้วของตน)
1. ทำลายความเป็นปึกแผ่นภายใน “ขั้ว” ของตน
2. การสร้างความรู้สึกของ “การมีตัวเลือกมากกว่าหนึ่ง” ซึ่งผมมองว่าสำคัญมากๆ เพราะที่เรา “ไม่รู้สึกถึงอำนาจอันล้นเกินของสถาบันพระมหากษัตริย์” มาก่อนเลย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อน รปห. 19 กันยา) ทั้งที่ ตัวอำนาจนั้นคงอยู่แบบเดียวกันนั่นก็เพราะเราไม่ได้รู้สึกถึงการมี “ตัวเลือกอื่น” หรือ “คู่ตรงข้าม” ขึ้นมานั่นเอง
นั่นก็คือ เราจะไม่มีทางสำเหนียกนึกถึงการมีอยู่ของ “ลูกจ้าง” ได้เลย หากไม่มีการมีอยู่ของ “นายจ้าง” ไม่มีทางนึกถึงการมีอยู่ของ “ตา” ได้เลย หากโลกนี้ไร้ซึ่ง “ยาย”…ทำนองเดียวกัน เราจะไม่สามารถฉุกคิดถึง “ความเป็นไปได้แบบอื่นเลย” หากเราไม่มีอะไรที่มันแตกต่าง ตรงข้ามกับ “ชุดความคิดแบบที่สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการให้เราคิด” มาเปรียบเทียบ (กรณีนี้ กรุณาดู “สำนักคิดโครงสร้างนิยม” เพิ่มเติม)
ฉะนั้นการเกิดขึ้นของขั้วทักษิณ “ภายใน” ขั้วของสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะไม่ใช่การเกิดขึ้นของขั้วตรงกันข้าม อย่างชัดเจน แต่อย่างน้อย มันก็ทำให้ “ภายในขั้วใหญ่นั้น เกิดขั้วย่อยที่เป็นขั้วตรงกันข้าม” กันขึ้นมาอย่างชัดเจน และนั่นจะทำให้มีโอกาสเกิด “วรรณกรรมรักเจ้า 2 ฉบับ” ขึ้นมาได้ (ฉบับขั้วทักษิณ กับ ฉบับเดิมๆ ของกลุ่มๆ เดิม – ราชสำนัก, ทหาร, ตุลาการ, ฯลฯ)
ผมคิดว่า ณ จุดนั้นสถาบันกษัตริย์ก็คงต้องเลือกแล้วว่าจะ “หนุน” วรรณกรรมฉบับใด และกลุ่มใด อันนำมาสู่ “การกระซิบตุลาการ” และตามมาด้วย “รปห. 19 กันยา” ในที่สุด
–> หลังยุคทักษิณ
ผมคิดว่ามันคือความชัดเจนที่ต่อเนื่องกันนะครับ คือ ทาง “ขั้วทักษิณ” เล็งเห็นแล้วว่า สถาบันกษัตริย์ไม่ได้เลือก “ขั้วของตน (และวรรณกรรมแบบของตน)” มิหนำซ้ำยังขับไล่ไสส่ง เสียอีก นั่นก็ทำให้ขั้วนี้ขยับเข้ามาสู่การ “ต่อต้าน” (หรือหากจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่า “ปองกันตัว, หรือสวนคืน” กระมัง)
แน่นอน ภายในขั้วที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการ monopolised โดยทักษิณ ก็เริ่มกระจายตัวทางความคิดออกไป หลังจกที่ทักษิณไม่ได้คุมอำนาจอย่างเป็นทางการอีกต่อไป ก็เกิด “ระดับของการต่อต้าน” สถาบันกษัตริย์ และกลุ่มขั้วที่ยึดวรรณกรรมชุดเก่า ที่แตกต่างกันออกไป ดังที่เห็นได้ในตอนนี้ ซึ่งในระดับอันหลากหลายในการต่อต้านนี้ บางระดับก็เป็นเพียงการต่อต้าน “กลุ่มขั้วอำนาจที่ยึดโยงกับวรรณกรรมแบบเก่า แต่ไปไม่ถึงตัวสถาบันพระมหากษัตริย์”, บางระดับก็ไปถึงการพยายามจัดสรรโครงสร้างอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มันสอดคล้องกับ ระบอบ ปชต. เป็นต้น (หรืออาจจะมีกลุ่มที่ไปไกลกว่านั้น)
สิ่งเหล่านี้เอง ที่ผมมองว่า “สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลงในแง่อำนาจทางอุดมการณ์ และวัฒนธรรม” เพราะสังคมไม่ได้รู้สึกเป็นเนื้อเดียวกันอีกต่อไปแล้วกับตัวสถาบันกษัตริย์ และชุดวรรณกรรมของเค้า “แม้แต่กับกลุ่มที่รักเจ้าอย่างยิ่งยวด” ก็ตาม
กล่าวคือ แต่เดิม เรื่องของสถาบันกษัตริย์เป็นเสมือน “ลมหายใจเข้าออก” คือ มันกลืนกินเข้ากับตัวเราอย่างเป็นธรรมชาติและไม่รู้สึกถึงมันเลย แต่มันก็ยังคงความสำคัญระดับสิ้นชีพ ตายแทนได้ ฯลฯ แต่เมื่อเกิดมี “ขั้วตรงกันข้าม” ให้สำเหนียกถึง “การมีอยู่” ได้แล้ว ต่อให้คุณนับถือเจ้าแบบสุดจิตสุดใจเหมือนเดิม แต่ลักษณะการครอบงำที่มีต่อตัวปัจเจกบุคคลมันจะเปลี่ยนไป เพราะ “แม้คุณจะรักคลั่งอย่างไร” แต่คุณกลับ “สำเหนียกถึงมันได้เสียแล้ว” ต่างจากเดิมที่ “รักโดยสำเหนียกอะไรไม่ได้เลย”
และเมื่อ “สำเหนียกได้” ก็ยิ่งเกิดการปะทะกันของสองฝั่งความคิดหนักขึ้นเรื่อยๆ การกระจายตัวทางความคิดก็แน่นอนว่ายิ่งแพร่ลามเร็วขึ้นไปอีกเรื่อยๆ (จนเป็นอย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้) คือ หากสำเหนียกไม่ได้ “การ clash กันแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย” เพราะ “มันนึกอะไรออกมาก็ไม่ได้แล้ว ตั้งแต่ต้น”
โดยสรุป ผมมองว่าตอนนี้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในแง่เชิงอุดมการณ์ วัฒนธรรมนั้นลดลง แต่ในทางตรงกันข้าม (ผมเชื่อว่าทางสถาบันก็ทราบดีเรื่องนี้) เมื่ออำนาจทางอุดมการณ์ลดลง ก็ต้องหาทางเพิ่มอำนาจสายแข็งให้มากขึ้น เช่น การบังคับใช้ กม., การเพิ่ม กม. และช่องทางการลงโทษ, ฯลฯ (ซึ่งสดท้ายแล้ว หากเล่นลูกนี้ต่อไป ผมเชื่อว่าจะบีบให้เกิดการปะทะกันระดับร้ายแรง)
ปล. ผมเชื่อว่าทักษิณ และผองเพื่อนในตอนนี้ อยู่ในระดับการต่อต้านระดับตื้นๆ เพราะยังเชื่อว่าการจะกลับเข้ามาในอำนาจอย่างแท้จริงนั้น ทางที่ smooth ที่สุดก็คือ “ให้สถาบันกษัตริย์สนับสนุน” เพราะฉะนั้น สำหรับกรณีทักษิณ จึงเป็นเพียงการพยายามให้สถาบันกษัตริย์ “หันมาเลือกวรรณกรรม ฉบับของตน” แทนเท่านั้น
——– ขอแลกเปลี่ยนเท่านี้ก่อนครับ ————
ไอ้นี้มันจินตนาการได้เพ้อเจ้อจริงๆว่ะ!